แบบฝึกหัดท้าบบทที่ 5-6 💜
บทที่ 5
💛💛💛💛💛
1 จงอธิบายถึงจุดมุ่งหมายในการจัดสถานศึกษาระดับปฐมวัย
1. เพื่อช่วยพัฒนาเด็กให้มีความงอกงามทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติ ปัญญา
2. เพื่อเตรียมให้เด็กมีความพร้อมที่จะเข้าเรียนในชั้นประถมต่อไป
3. เพื่อฝึกให้เด็กมีระเบียบวินัย
4. เพื่อปลูกฝังนิสัยอันดีงามแก่เด็ก
5. เพื่อให้เด็กได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีที่ถูกสุขลักษณะ
6. เพื่อฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเอง
7. เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้องและเหมาะสม
8. เพื่อเผยแพร่วิทยาการใหม่ ๆ เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้กับผู้ปกครองและ
บุคคลในชุมชน
9. เพื่อช่วยเหลือเด็กในด้านสาธารณสุข โภชนาการ และการศึกษา
10. เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักการรักษาความสะอาดมีสุขนิสัยที่ดี
11. เพื่อพัฒนาทัศนคติที่ดีต่อแพทย์ พยาบาล และทันตแพทย์
12. เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเล่นกับเครื่องเล่นต่าง ๆ หลายชนิด
2 จงอธิบายถึงแนวคิดใรการเลือกรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัย
แนวคิดในการเลือกรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยนั้นขึ้นอยู่กับความเชื่อ และความรู้ในด้านการศึกษาปฐมวัยที่จะต้องดำเนินการจัดเพื่อส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต เป็นกำลังส าคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ โดยที่นักการศึกษาปฐมวัยและนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยต้องคำนึงถึงแล้วนำไปปฏิบัติเพื่อให้การจัดการศึกษาปฐมวัยมีประสิทธิภาพในสังคม
3 จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัย ตามแนวคิดของเยาวพา เดชะคุปต์ ทั้ง 9 รูปแบบ
1. โรงเรียนอนุบาล (kindergarten) เป็นชื่อที่ใช้ส าหรับการจัดการศึกษาส าหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 3 – 7 ปี
2. สถานบริบาลเด็ก (nursery school) ฮิมส์ (Hymes) กล่าวว่า “สถานบริบาลเด็ก”หรือ “เนิร์สเซอรี่” เป็นโครงการที่จัดขึ้นส าหรับเด็กวัย 2 – 5 ปี
3. โรงเรียนส าหรับเด็กก่อนวัยเข้าเรียน (preschools) หรือบางทีเรียกว่า “สถานบริบาล” (nursery school) เป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อเน้นพัฒนาการด้านอารมณ์ของเด็กและเสริมสร้างกิจกรรมเฉพาะด้านที่เรียกว่า “Enrichment Activities”
4. ศูนย์เลี้ยงเด็กกลางวัน (child care center) คือ ศูนย์ที่ให้บริการการเลี้ยงดูเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 4 ปี ส าหรับพ่อแม่ที่ท างานในเวลากลางวันตั้งแต่เช้าถึงเย็น
5. บ้านรับเลี้ยงเด็ก (family day care homes) คือ ศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่จัดท าขึ้นที่บ้านซึ่งจะจัดขึ้นสสำหรับรับเลี้ยงเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 – 4 ปี ในบ้านของตน โดยรับเด็กจ านวนน้อยคนซึ่งต้องมีใบอนุญาตจัดตั้ง
6. โครงการเฮดสตาร์ท (head start) คือ โครงการส าหรับเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ยากจนหรือมีรายได้ต่ำ
7. ศูนย์แม่และเด็ก (parent – child centers) คือ โครงการที่จัดขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่
เด็กปฐมวัยที่มาจากครอบครัวที่ยากจน ซึ่งจัดขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่แม่และเด็กที่มีอายุต่ ากว่า 3 ปี
8. โครงการโฮมสตาร์ท (home start) คือ โครงการที่จัดขึ้นส าหรับเด็กที่มาจาก
ครอบครัวที่ยากจนเช่นกัน โดยเน้นการให้การศึกษาแก่พ่อแม่และเด็กที่บ้าน
9. โครงการให้การศึกษาแก่พ่อแม่ (parent education) คือ โครงการที่ให้การศึกษาแก่พ่อแม่เกี่ยวกับพัฒนาการและการอบรมเลี้ยงดู และการให้การศึกษาบุตร ซึ่งอาจจะเป็นการจัดที่สถาบันการศึกษา หรือที่บ้านของเด็ก รวมทั้งโครงการจัดการศึกษาให้กับเด็กทารกและเด็กวัยเตาะแตะ ซึ่งจะเป็นโครงการที่รวมเอาการให้การศึกษาแก่พ่อแม่และการจัดกิจกรรมให้กับเด็ก ซึ่งจะช่วยให้พ่อแม่เข้าใจพัฒนาการของเด็กและสามารถจัดกิจกรรมที่เหมาะสมให้กับลูกอีกด้วย
4 จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบโรงเรียน
การจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบโรงเรียน มีเป้าหมายหลักอยู่ที่เด็กอายุระหว่าง 3 –6 ปี เป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็ก และการเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนเข้าเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา การด าเนินการที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐและเอกชน
5 จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็ก
ในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็ก หรือสถานรับเลี้ยงเด็กนั้นมีเป้าหมายหลักอยู่ที่เด็กปฐมวัยที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปี ที่ด้อยฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งได้แก่ เด็กยากจนในเขตพื้นที่ชนบทห่างไกลและชนกลุ่มน้อย เด็กที่อยู่ในชุมชนแออัด และเด็กด้อยความสามารถทางด้านร่างกาย สมองและจิตใจ การจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็กมีชื่อเรียกต่างกัน เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ สถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน ฯลฯ6 จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบอื่น
เนื่องจากมีเด็กบางกลุ่มที่ไม่มีโอกาสเข้ารับบริการ การอบรมเลี้ยงดูจากโรงเรียนหรือศูนย์พัฒนาเด็ก จึงมีการจัดกิจกรรมที่จัดเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยในรูปแบบอื่นๆ เช่นการพัฒนาเด็กโดยหน่วยงานพัฒนาเด็กเคลื่อนที่ ซึ่งจัดกิจกรรมการให้ความรู้ความเข้าใจแก่พ่อแม่ผู้ปกครองด้วยวิธีการสาธิต ฝึกอบรมการเลี้ยงดูเด็กตามหลักวิชาการแผนใหม่ ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการครบทุกด้าน หรืออาจจะด าเนินงานทางอ้อมในรูปของกิจกรรมการพัฒนาเด็กโดยครอบครัวโดยมีการร่วมมือกันในระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็ก มุ่งให้พ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวมีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างถูกต้องเหมาะสม ทั้งนี้โดยร่วมกันอาสาสมัครหมู่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น และเยาวชนใหมู่บ้าน จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็กในครอบครัวของตนรวมทั้งนำความรู้ไปถ่ายทอดแก่พ่อแม่และบุคคลอื่นด้วย
7 จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในระบบโรงเรียนอนุบาล
กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม8 จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัดนั้นเป็นโครงการของกรมการศาสนา สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม กองสงเคราะห์เด็กและบุคคลวัยรุ่น กองสงเคราะห์ชาวเขา กองนิคมสร้างตนเองและกองบริการชุมชน
9 จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบการศึกษาอื่นๆ
พีรียานุเคราะห์มูลนิธิ สมาคมสงเคราะห์เด็กกำพร้าแห่งประเทศไทย มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย มูลนิธิมิตรมวลชน โสสะมูลนิธิแห่งประเทศไทยใน พระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิแสงสว่างสงเคราะห์ มูลนิธิเด็กกำพร้าอีสาน มูลนิธิภราดรบำเพ็ญเพื่อเด็กกำพร้าบ้านศรีธรรมราช มูลนิธิสงเคราะห์เด็กกำพร้านครเชียงใหม่ และโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนฝากเลี้ยง10 จงอธิบายถึงการดำเนินการและลักษณะของโรงเรียนอนุบาล
รูปแบบของการจัดโรงเรียนอนุบาล เพื่อเป็นการจัดการศึกษาปฐมวัย เพื่ออบรมเลี้ยงดูเด็กให้มีการพัฒนาทั้งร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาด้วยการจัดประสบการณ์โดยวิธีการเล่นปนเรียน เน้นอุปกรณ์ของจริงให้เด็กได้มีส่วนร่วมกิจกรรมในกระบวนการเรียนการเล่น ทั้งกลุ่มและรายบุคคล โดยมีการวางแผนในการดำเนินการจัดการศึกษาปฐมวัยอย่างเป็นระบบ
😜😜😜😜😜
บทที่ 6
🍁 🍁 🍁 🍁 🍃 🍃 🍃 🍃
1 จงอธิบายถึงความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยจึงหมายถึง การนำแนวคิด และวิธีการหรือการ
กระทำใหม่ ๆ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ทางการศึกษาปฐมวัยมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการ
จัดการศึกษาปฐมวัยให้ดียิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน
2 จงอธิบายถึงความสำคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยที่มีต่อเด็กปฐมวัย
เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่เรียนรู้ด้วยการกระทำจากประสบการณ์ตรงที่ประกอบด้วยสิ่งที่เป็นรูปธรรมต่าง ๆ แล้วนำไปสู่นามธรรมในที่สุด ดังนั้นการจัดการศึกษาปฐมวัยจึงให้ความสำคัญในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยมุ่งจัดประสบการณ์ตามความถนัด ความสนใจ และความสามารถของแต่ละคนเป็นเกณฑ์ เพื่อพัฒนาให้เด็กมีความพร้อมในการเรียน นักการศึกษาปฐมวัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจึงพยายามที่จะวิเคราะห์ปัญหาในการจัดการศึกษาปฐมวัย คิดวิธีการ แนวทางใหม่เพื่อแก้ปัญหา ทดลองวิธีการใหม่ เผยแพร่แนวทางและวิธีการใหม่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นนวัตกรรม และเมื่อแนวทางและวิธีการใหม่เข้าสู่ระบบปกติก็จะยุติความเป็นนวัตกรรม
3. จงอธิบายถึงทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
ประเทศไทยเรายังไม่มีทฤษฎีหรือหลักการในการพัฒนาเด็กที่พัฒนาขึ้นจากฐานข้อมูลที่มาจากเด็กไทย และบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย ดังนั้นคณะกรรมการวิจัยจึงได้พยายามศึกษาและผสมผสานความรู้ตามหลักสากลกับภูมิปัญญา วิถีชีวิตและระบบคุณค่าของสังคมไทยเข้าด้วยกันเพื่อช่วยให้ได้หลักการ และรูปแบบในการพัฒนาเด็กไทยให้มีคุณภาพ4. จงวิเคราะห์ถึงกระบวนการพัฒนาของหลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
ขั้นการสร้างหลักการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย คณะกรรมการวิจัยรวบรวมข้อมูลพื้นฐานทั้งของไทยและต่างประเทศวิเคราะห์แนวคิดที่ใช้เป็นฐานของการวิจัยและกำหนดเป็นหลักการในการพัฒนาเด็ก
5. จงอธิบายถึงการนำรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัย
รูปแบบการพัฒนาการเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย โดยกำหนดกรอบความคิด โครงสร้าง เนื้อหา วิธีการ และกิจกรรมการพัฒนาเด็กให้สอดคล้องกับหลักการในการพัฒนาเด็กที่กำหนดไว้แล้วเสนอให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ ได้พิจารณาให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ แล้วนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงรูปแบบให้สมบูรณ์ขึ้น
6 จงอธิบายถึงหลักการของการศึกษาแนววิถีพุทธในการพัฒนาคนให้เป็นผู้มีความรู้
พุทธธรรมเสนอหลักการพัฒนาปัญญาที่มุ่งการฝึกฝนอบรมตนให้บรรลุอิสระภาวะหลุดพ้นจากปัญหา โดยทั่วไปแล้วพุทธศาสนิกชนดูจะเข้าใจ หลักพุทธธรรมในแง่ของพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ศีล ประเพณีพิธีกรรมเท่านั้น แท้จริงแล้วพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการพัฒนามนุษย์และหลักการเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบ ครบกระบวนการมีองค์ประกอบและขั้นตอนตามล าดับต่อเนื่องสมบูรณ์
7 จงอธิบายถึงหลักการของการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ
หลักที่หนึ่ง พระพุทธศาสนาของมนุษย์ ทั้งในฐานะที่เป็นเอกัตบุคคล และในฐานะเป็นสมาชิกของสังคม ซึ่งต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นหลักที่สอง มนุษย์เป็นเวไนยสัตว์ หรือเวไนยบุคคล สามารถได้รับการสั่งสอนฝึกฝน และอบรมบ่มนิสัยได้
หลักที่สาม มนุษย์มีภาวะทางสติปัญญามาแต่ก าเนิด (สชาติกปัญญา) และแม้ว่ามนุษย์จะมีความแตกต่างกัน ก็จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ (โยคปัญญา)
หลักที่สี่ พระพุทธศาสนาอธิบายหลักการเรียนรู้ของมนุษย์ว่าเกิดขึ้นในวิถีชีวิตทั้งชีวิต มีลักษณะเป็นองค์รวมของรูป (กายภาพ : กาย – วาจา) กับนาม (จิตภาวะ) ซึ่งเป็นการเรียนรู้ไปตามความเจริญเติบโต (พัฒนาการ) ของชีวิต
หลักที่ห้า การเรียนรู้ของมนุษย์มีแกนหลัก 3 แกน คือ
ประการที่ 1 การฝึกฝนตนเองเรื่องศีล
ประการที่ 2 การฝึกฝนตนเองเรื่องสมาธิ
ประการที่ 3 การฝึกฝนตนเองเรื่องปัญญา
หลักที่หก การพัฒนาปัญญาจุดหมายของการเรียนรู้ที่ส าคัญ คือ การเกิดปัญญา ซึ่งต้องพัฒนาโดยการแสวงหาความรู้ (สุตมยปัญญา) การฝึกฝนค้นคิด (จินตามยปัญญา) และการฝึกฝนตนเอง
8 จงอธิบายถึงปัจจัยของการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ
ปัจจัยทางการศึกษาตามแนวแห่งพุทธ มีองค์ประกอบ 2 ส่วน คือ ภายในกับภายนอกภายนอก ได้แก่ ปัจจัยทางสังคมหรือเรียกว่า วิธีการแห่งศรัทธา และภายใน ได้แก่ ปัจจัยภายในตัวบุคคล เรียกได้ว่า วิธีการแห่งปัญญา ซึ่งหมายถึง ความรอบรู้ ความรู้ซึ้ง
การสอนแบบจิตปัญญามุ่งให้ผู้เรียนค้นพบความรู้ตามมโนทัศน์ที่ครูก าหนดเป็นหน่วยการสอน จากกิจกรรมการสอนด้วยการให้เด็กลงมือปฏิบัติการ และคิดด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่จากกิจกรรมการสอนที่สานประสบการณ์ที่เคยมี โดยครูเป็นผู้อำนวยความสะดวก
10 จงเปรียบเทียบแนวคิดของรูปแบบการพีฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยกับแนวคิดการสอนแบบ
เหมือนกันเพราะทั้งสองแนวคิดเน้นในด้านการสอนแบบพนะพุทธศาสนาที่มุ่งเน้นการพัฒนาสติปัญญาการสอนด้วยการให้เด็กลงมือปฏิบัติการและคิดด้วยตนเอง
😗😗😗😗😗



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น