วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561

แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 7-8


แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 7-8


🍓🍓🍓🍓🍓🍓🍓






บทที่ 7

🍑🍑🍑🍑🍑




1 จงอธิบายถึงแนวคิดการสอนแบบมอนเตสซอรี
              การสอนแบบมอนเตสซอรี (Montessori) เป็นนวัตกรรมที่เริ่มจากการพัฒนาแนว
การสอนเพื่อใช้กับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามาใช้กับเด็กปกติ โดยให้ความสำคัญกับการ
จัดเตรียมสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่เน้นการฝึกฝนด้านประสาทสัมผัส เปิดโอกาสให้
เด็กค้นพบสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง จากสภาพแวดล้อมที่ครูจัดไว้ในห้องเรียน ซึ่งสิ่งที่เด็กเข้าไปเรียนรู้
เรียกว่างานทำให้เด็กได้ใช้และพัฒนาประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ปาก และสัมผัส

2 จงอธิบายถึงการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี
            มอนเตสซอรี่มีความเชื่อว่าการเรียนรู้และซึมซับด้วยตนเองในเสรีภาพที่มีขอบเขตจาก
สิ่งแวดล้อมที่เตรียมไว้จะท าให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งหลักสูตรของมอนเตสซอรี่แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ
ได้แก่ การศึกษาทางด้านทักษะกลไก (motor education) การศึกษาทางด้านสัมผัส (education of
the senses) และการเตรียมส าหรับการเขียนและคณิตศาสตร์ (preparation for writing and
arithmetic) โดยมีการประเมินผลซึ่งการสอนตามแนวคิดของมอนเตสซอรี จะมีการประเมินผลการ
เรียนของเด็ก โดยการสังเกตเด็กจากสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
4.1 ความสามารถในการท ากิจกรรมแต่ละกลุ่ม
4.2 การใช้อุปกรณ์การเรียนแต่ละชิ้น
เมื่อครูได้สังเกตเด็กแล้วครูจะรายงานผลการเรียนให้ผู้ปกครองทราบเป็นระยะ ๆ ซึ่งการ
รายงานผลการเรียนจะท าได้หลายรูปแบบ เช่น การส่งผลงานเด็กกลับบ้าน การสนทนากับ
ผู้ปกครอง การให้ผู้ปกครองเข้ามาสังเกตในห้องเรียน


3 จงอธิบายถึงแนวคิดในการสอนแบบธรรมชาติ
              เยาวพา เดชะคุปต์ ได้กล่าวว่า การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เน้น
ภาษาแบบองค์รวม มีพื้นฐานหรือแนวความคิดอยู่บนความเชื่อที่ว่า
2.1 การเรียนรู้คือประสบการณ์ชีวิตทุก ๆ ด้าน
2.2 การเรียนรู้ภาษาได้ดีนั้นขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของการใช้ภาษา และมีความเป็นไป
ได้
2.3 ทักษะทางภาษาทั้ง 4 ด้าน มีความสัมพันธ์เชื่อมโยง
2.4 การเรียนรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง อาจเข้าใจแจ่มแจ้งขึ้น เมื่อน าไปใช้ในการเรียนรู้อย่าง
อื่น ๆ
2.5 อัตราและวิธีการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน


4 จงอธิบายถึงแนวการจัดกิจกรรมการสอนภาษาแบบธรรมชาติ
              เยาวพา เดชะคุปต์ กล่าวถึงแนวในการจัดประสบการณ์
การเรียนรู้ที่เน้นภาษาแบบองค์รวม ควรเป็นดังนี้
-การพูดเป็นทักษะพื้นฐานของการอ่าน และการเขียน
-ให้เด็กเห็นตัวอย่างของการพูดที่ถูกต้อง
-เด็กควรมีโอกาสได้พูดให้มากและให้เห็นว่า ภาษาพูดจะกลายมาเป็น
การเขียนและการอ่านได้อย่างไร โดยการให้เด็กเขียนในสิ่งที่เขาคิดและเล่าเป็นเรื่องราวออกมา
-การอ่านควรมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เข้าใจเรื่องราว และมีจุดมุ่งหมายในการอ่าน
-สิ่งที่อ่าน ควรมีระดับความยากง่ายเหมาะสมกับระดับความสามารถของเด็ก
-ครูควรให้ก าลังใจและให้การเสริมแรง


5 จงอธิบายถึงแนวคิดของการสอนแบบเรกจิโอ เอมีเลีย
               การเรียนการสอนตามแนวคิดของเรกจิโอ เอมีเลีย พัฒนาแนวคิดและทฤษฎีจากนัก
การศึกษาที่มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น เพียเจต์ดิวอี้ และจากการศึกษาทฤษฎีต่าง ๆ เป็นแนวทางให้กลุ่ม
ท างานการศึกษาปฐมวัยในเรกจิโอ เอมีเลีย มีทิศทางชัดเจนขึ้น โดยนำข้อค้นพบมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับสภาพทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของชุมชนเรกจิโอ เอมีเลีย การศึกษาตามแนวคิดนี้มีความเชื่อว่าการเรียนรู้ต้องเกิดจากที่ผู้เรียนสนใจที่จะเรียนรู้และลงมือปฏิบัติ เพื่อก่อให้เกิดประสบการณ์ตรงที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ มิใช่เกิดจากการก าหนดหลักสูตรไว้ล่วงหน้า


6. จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนของเรกจิโอ เอมีเลีย
             หลักการเรียนการสอนของเรกจิโอ เอมีเลีย ไว้ดังนี้
3.1 ครูต้องมีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองศักยภาพของเด็ก
อย่างเหมาะสม เพราะเด็กทุกคนมีความพร้อม มีศักยภาพ มีความกระตือรือร้น สนใจที่จะมี ปฏิสัมพันธ์
ทางสังคม และสร้างสัมพันธภาพ การเรียนรู้และพร้อมที่จะเรียนรู้ทุกสิ่ง
3.2 การศึกษาของเด็กมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่างเด็ก ครอบครัว ชุมชน ครู
โรงเรียนและสังคมอย่างลุ่มลึกและเป็นระบบ การเรียนการสอนจึงต้องเป็นการกระทำที่สนับสนุนซึ่งกัน
และกันเพื่อการพัฒนาเด็ก
3.3 เด็ก ครูและผู้ปกครอง มีสิทธิที่จะทำงานร่วมกันในการให้การดูแลและให้
การศึกษาที่มีคุณภาพเพื่อการพัฒนาศักยภาพเด็ก
3.4 ผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในการจัดประสบการณ์และสวัสดิการให้แก่เด็กใน
โรงเรียน
3.5 โรงเรียนต้องเป็นสถานที่สำหรับให้เด็กแสดงผลงานการเรียนรู้ เด็กและครูสามารถ
นำมาเสนอจัดและตกแต่งด้วยตนเองได้

7 จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป
                  การจัดการเรียนการสอนแบบไฮ/สโคป เน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ (activelearning) ผ่านมุมประสบการณ์ที่หลากหลายด้วยสื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก โดยประยุกต์ใช้กับประสบการณ์และกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีหลักในการปฏิบัติดังนี้
3.1 การวางแผน (plan) เป็นการสนทนาระหว่างเด็กกับครูเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กสนใจจะ
เรียนรู้ รวมถึงวิธีการด าเนินกิจกรรมของเด็ก ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เด็กปฏิบัติกิจกรรม ต่าง ๆ ด้วยความรู้สึกที่
ดี การวางแผนกิจกรรมอาจแสดงให้ผู้อื่นรับรู้ถึงขบวนการวางแผนจากภาพกิจกรรมหรือสัญลักษณ์
ประจ าตัวเด็ก
3.2 การปฏิบัติ(do) เป็นการท ากิจกรรมตามที่เด็กวางแผนไว้ โดยมีครูเป็นผู้ให้
คำแนะนำ ช่วยเหลือด้านความคิดในจังหวะที่เหมาะสม การทำงานของเด็ก เด็กจะทำด้วยตัวของเราเอง
3.3 การทบทวน (review) เป็นช่วงกิจกรรมการสนทนา อภิปรายถึงผลงานที่เด็กทำ
และทบทวนว่าเด็กได้ทำตามสิ่งที่ตนเองวางแผนไว้หรือไม่ มีการเปลี่ยนแปลงการวางแผนอย่างไรด้วย
เหตุผลใด

8 จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนแบบโครงการ
              การสอนแบบโครงการ (Project Approach) เป็นรูปแบบการจัดประสบการณ์ที่มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง ในหัวข้อที่เด็กสนใจและครูได้พิจารณาแล้วว่ามีคุณค่าในการเรียนรู้ เด็กที่เข้าร่วมโครงการจะได้พัฒนาความรู้ ความสามารถ ค้นหาทางในการแสวงหาข้อมูล แก้ปัญหาต่าง ๆ เด็กจะทำงานร่วมกัน ช่วยเหลือและส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยครูจะเป็นผู้ช่วยเหลืออำนวยความสะดวกกระตุ้นให้เด็กคิดและทำงานร่วมกัน ซึ่งระยะเวลาในการศึกษาจะขึ้นอยู่กับความต้องการและความสนใจของเด็ก

9. จงอธิบายถึงหลักการเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟ
               การสอนแบบวอลดอร์ฟมุ่งพัฒนาศักยภาพของเด็กอย่างอิสระตามความสามารถของ
เด็ก โดยสร้างบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ ให้เด็กเห็นตัวอย่างวิถีธรรมชาติ ซึ่งมีแนวทางในการจัดการ
เรียนการสอน ดังนี้
3.1 ความสม่ าเสมอ การจัดการเรียนการสอนต้องมีแบบแผนที่แน่นอน จะท าให้เด็ก
เกิดความมั่นคงภายใน
3.2 การท าซ้ า การท าซ้ าท าให้เด็กได้มีโอกาสซึมซับ ท าความเข้าใจต่อสิ่งต่าง ๆ อย่าง
ถ่องแท้ และเกิดความช านาญ
3.3 ความเคารพและเห็นคุณค่า บรรยากาศในห้องเรียนและการปฏิบัติตัวของครู จะ
ท าให้เด็กเป็นผู้มีความส านึกรู้คุณค่าต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว
การจัดการเรียนการสอนเป็นไปตามวิถีธรรมชาติ โดยครูจะพิจารณาจัดกิจกรรมให้
สอดคล้องกับจังหวะ กาลเวลา และความสนใจของเด็ก การจัดการเรียนการสอนเด็กปฐมวัยตามแนวคิด
ของวอลดอร์ฟ จะไม่เน้นเนื้อหาเป็นรายวิชา ไม่ใช่สื่อการสอนที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ
โทรทัศน์ การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนไม่เน้นการแข่งขันกัน ครูจะไม่ประเมินผลเด็กโดยการให้
คะแนน ให้เด็กเรียนรู้ผ่านงานศิลปะ ดนตรี และธรรมชาติรอบตัว

10 . จงเลือกและอธิบายถึงแนวคิดการสอนที่คิดว่าดีที่สุด และเหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กปฐมวัย พร้อม
ให้เหตุผลประกอบ
               การสอนแบบไฮ/สโคป เป็นการสอนที่ให้เด็กได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเองตามความสนใจ โดยมีการวางแผน การปฏิบัติ และการทบทวนกิจกรรมที่ทำ ซึ่งครูควรยอมรับและสนับสนุนการท างานของเด็ก ด้วยการจัดเตรียมสภาพแวดล้อม สื่อ วัสดุอุปกรณ์ให้พร้อม








บทที่ 8

🍇 🍇 🍇 🍇 🍇 🍇



1. จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบัน
                รูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในปัจจุบัน สามารถด าเนินได้ 3 รูปแบบ
ได้แก่ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยมุ่งหวังให้ ผู้เรียนเป็น
คนดี คนเก่งและมีความสุข


2. จงวิเคราะห์และสรุปถึงสภาพปัญหาของการจัดการศึกษาปฐมวัย
                  ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาการจัดการศึกษา และการเลี้ยงดูเด็กทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ทั้งนี้อาจมีสาเหตุเนื่องจากการให้บริการแก่เด็กปฐมวัย ในประเทศไทยในปัจจุบันยังขาดทิศทาง และความเป็น เอกภาพ ไม่มีนโยบาย เด็กปฐมวัยที่ชัดเจนจากรัฐบาล รวมตลอดถึงไม่มีการกำหนดหลักการและมาตรฐานการดูแลเด็กระดับชาติเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ


3. จงอธิบายถึงแนวโน้มของการจัดการศึกษาปฐมวัยในเรื่องการให้บริการแก่เด็กอายุ 3 – 5 ปี
                 การจัดการศึกษาปฐมวัยในอนาคตควรมีการขยายการจัดบริการเพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสไดรับบริการอย่างทั่วถึง แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า เด็กก่อนวัยเรียนทุกคนต้องเข้ารับการศึกษาในระบบ แต่รัฐจำเป็นต้องควบคุมและติดตามประเมินผลได้ว่า เด็กก่อนวัยเรียนทุกคนได้รับการเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ และสติปัญญาอย่างเหมาะสม

4. จงอธิบายถึงแนวโน้มในการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาปฐมวัย
                1. การจัดการศึกษาปฐมวัยในอนาคตควรมีการขยายการจัดบริการเพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสไดรับบริการอย่างทั่วถึง
               2. พัฒนาสุขภาพและสมองของเด็ก การจะเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษาจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการศึกษาตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ โดยการให้ความรู้แก่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะคู่สมรสและคนหนุ่มสาวในเรื่องการวางแผนครอบครัว
               3. ให้ความสำคัญกับคุณภาพของครูและพี่เลี้ยงเด็กที่มีความรู้ความเข้าใจและความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อฝึกฝนให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ
               4. ส่งเสริมให้มีการทำวิจัยในชั้นเรียนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน และวิธีการสอนที่เหมาะสมสำหรับเด็ก
               5. ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในรูปของการจัดตั้งคณะกรรมการโรงเรียนที่มีผู้ปกครองและสมาชิกชุมชนร่วมเป็นกรรมการด้วย
               6. รัฐควรมีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือแก่แม่ที่มีปัญหาพิเศษบางกลุ่ม
               7. รัฐควรมีมาตรการคุ้มครองเด็กที่มีปัญหา อาทิ เด็กถูกทารุณกรรม โดยจัดหา องค์กรกลุ่มบุคคล หรือ ครอบครัวที่มีความพร้อมในการให้ความอนุเคราะห์
              8. ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้จากระบบสื่อสารให้มากขึ้น
              9.พ่อแม่ควรจะได้เรียนรู้วิธีการใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างมีคุณภาพรวมถึงการให้การศึกษาแก่ผู้สูงอายุในการเลี้ยงดูเด็ก


5. จงอธิบายถึงความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงในการจัดการศึกษาด้านปฐมวัย
             การเปลี่ยนแปลงรูปแบบ บทบาทพ่อแม่ในครอบครัวและสมาชิก ชุมชน การเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอน และการใช้เทคโนโลยีการศึกษามีส่วนกระตุ้นให้องค์การของรัฐกำหนดเป็นนโยบายในการให้การศึกษาปฐมวัย


6. จงอธิบายถึงแนวโน้มของนโยบายของรัฐในการจัดการศึกษาปฐมวัยของไทย
              รัฐมีนโยบายที่เป็นนโยบายทั่วๆไปเกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแก่งชาติจะต้องระบุแผนพัฒนาประชากร นโยบายเกี่ยวกับพ่อแม่ ครอบครัว ผู้ปกครอฝ เน้นให้ความรู้ในการอบรมเลี้ยงดู นโยบายความเสมอภาคทางการศึกษา

7. จงอธิบายถึงโครงการให้ความรู้แก่พ่อแม่ผู้ปกครองในการจัดการศึกษาปฐมวัย
               การให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้รับความรู้คำแนะนำ และความช่วยเหลือทางวิชาการจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กวัย 0 – 6 ปีอย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการ


8. จงอธิบายถึงโครงการความร่วมมือขององค์กรต่าง ๆ ในชุมชนในการจัดการศึกษาปฐมวัย
               การให้องค์กรต่าง ๆ ในชุมชนทั้งภาครัฐและเอกชนมีส่วนช่วยเหลือและร่วมมือกันในการศึกษาแก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมทั้ง ร่วมมือกันในการให้บริการและการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย จึงควรมีการผลักดันให้องค์กรของรัฐที่มีอยู่ในชุมชน  ได้แก่ โรงเรียนอนุบาล สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย สถานีอนามัย โรงพยาบาล สาธารณสุขจังหวัด พัฒนาชุมชน และศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน และองค์กรเอกชนอื่น ๆ เช่น ชมรมแม่บ้าน ชมรมครูและผู้ปกครองของโรงเรียนและกลุ่มอาสาสมัครต่างๆ


9. จงอธิบายถึงโครงการเครือข่ายพ่อแม่ ผู้ปกครองในการพัฒนาการจัดการศึกษาปฐมวัย
              มีส่วนช่วยเหลือร่วมมือการให้บริการการให้การศึกษาแก่พ่อแม่ ผู้ปกครองให้มีความรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัย และการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย


 10. แนวโน้มของการศึกษาปฐมวัยของไทย ตามความคิดเห็นของนักศึกษา เป็นอย่างไร จงอธิบาย
               ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาควรเห็นความสำคัญของการศึกษาปฐมวัยเนื่องจากเพื่อเป็นการพัฒนาเด็กอย่างมีคุณภาพ เพราะในวัยนี้เป็นช่วงวัยที่สำคัญและมีการพัฒนาการมากที่สุดในช่วงชีวิต ไม่ควรที่จะละเลยความสำคัญของเด็กปฐมวัย










แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 5-6



แบบฝึกหัดท้าบบทที่ 5-6  💜



🌽 🌾 🌽 🌽 🌾 🌽 🌽 🌾 🌾 🌽






บทที่ 5

💛💛💛💛💛


1 จงอธิบายถึงจุดมุ่งหมายในการจัดสถานศึกษาระดับปฐมวัย
             1. เพื่อช่วยพัฒนาเด็กให้มีความงอกงามทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติ                    ปัญญา
              2. เพื่อเตรียมให้เด็กมีความพร้อมที่จะเข้าเรียนในชั้นประถมต่อไป
              3. เพื่อฝึกให้เด็กมีระเบียบวินัย
              4. เพื่อปลูกฝังนิสัยอันดีงามแก่เด็ก
              5. เพื่อให้เด็กได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีที่ถูกสุขลักษณะ
              6. เพื่อฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเอง
              7. เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้องและเหมาะสม
              8. เพื่อเผยแพร่วิทยาการใหม่ ๆ เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้กับผู้ปกครองและ
                  บุคคลในชุมชน
              9. เพื่อช่วยเหลือเด็กในด้านสาธารณสุข โภชนาการ และการศึกษา
             10. เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักการรักษาความสะอาดมีสุขนิสัยที่ดี
             11. เพื่อพัฒนาทัศนคติที่ดีต่อแพทย์ พยาบาล และทันตแพทย์
             12. เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเล่นกับเครื่องเล่นต่าง ๆ หลายชนิด


2 จงอธิบายถึงแนวคิดใรการเลือกรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัย
              แนวคิดในการเลือกรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยนั้นขึ้นอยู่กับความเชื่อ และความรู้ในด้านการศึกษาปฐมวัยที่จะต้องดำเนินการจัดเพื่อส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต เป็นกำลังส าคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ โดยที่นักการศึกษาปฐมวัยและนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยต้องคำนึงถึงแล้วนำไปปฏิบัติเพื่อให้การจัดการศึกษาปฐมวัยมีประสิทธิภาพในสังคม




3 จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัย ตามแนวคิดของเยาวพา เดชะคุปต์ ทั้ง 9 รูปแบบ
           1. โรงเรียนอนุบาล (kindergarten) เป็นชื่อที่ใช้ส าหรับการจัดการศึกษาส าหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 3 – 7 ปี
           2. สถานบริบาลเด็ก (nursery school) ฮิมส์ (Hymes) กล่าวว่า “สถานบริบาลเด็ก”หรือ “เนิร์สเซอรี่” เป็นโครงการที่จัดขึ้นส าหรับเด็กวัย 2 – 5 ปี
           3. โรงเรียนส าหรับเด็กก่อนวัยเข้าเรียน (preschools) หรือบางทีเรียกว่า “สถานบริบาล” (nursery school) เป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อเน้นพัฒนาการด้านอารมณ์ของเด็กและเสริมสร้างกิจกรรมเฉพาะด้านที่เรียกว่า “Enrichment Activities”
           4. ศูนย์เลี้ยงเด็กกลางวัน (child care center) คือ ศูนย์ที่ให้บริการการเลี้ยงดูเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 4 ปี ส าหรับพ่อแม่ที่ท างานในเวลากลางวันตั้งแต่เช้าถึงเย็น
           5. บ้านรับเลี้ยงเด็ก (family day care homes) คือ ศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่จัดท าขึ้นที่บ้านซึ่งจะจัดขึ้นสสำหรับรับเลี้ยงเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 – 4 ปี ในบ้านของตน โดยรับเด็กจ านวนน้อยคนซึ่งต้องมีใบอนุญาตจัดตั้ง
            6. โครงการเฮดสตาร์ท (head start) คือ โครงการส าหรับเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ยากจนหรือมีรายได้ต่ำ
            7. ศูนย์แม่และเด็ก (parent – child centers) คือ โครงการที่จัดขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่
เด็กปฐมวัยที่มาจากครอบครัวที่ยากจน ซึ่งจัดขึ้นเพื่อให้การศึกษาแก่แม่และเด็กที่มีอายุต่ ากว่า 3 ปี
            8. โครงการโฮมสตาร์ท (home start) คือ โครงการที่จัดขึ้นส าหรับเด็กที่มาจาก
ครอบครัวที่ยากจนเช่นกัน โดยเน้นการให้การศึกษาแก่พ่อแม่และเด็กที่บ้าน
            9. โครงการให้การศึกษาแก่พ่อแม่ (parent education) คือ โครงการที่ให้การศึกษาแก่พ่อแม่เกี่ยวกับพัฒนาการและการอบรมเลี้ยงดู และการให้การศึกษาบุตร ซึ่งอาจจะเป็นการจัดที่สถาบันการศึกษา หรือที่บ้านของเด็ก รวมทั้งโครงการจัดการศึกษาให้กับเด็กทารกและเด็กวัยเตาะแตะ ซึ่งจะเป็นโครงการที่รวมเอาการให้การศึกษาแก่พ่อแม่และการจัดกิจกรรมให้กับเด็ก ซึ่งจะช่วยให้พ่อแม่เข้าใจพัฒนาการของเด็กและสามารถจัดกิจกรรมที่เหมาะสมให้กับลูกอีกด้วย



4 จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบโรงเรียน
                การจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบโรงเรียน มีเป้าหมายหลักอยู่ที่เด็กอายุระหว่าง 3 –6 ปี เป็นการจัดการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็ก และการเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนเข้าเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา การด าเนินการที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐและเอกชน




5 จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็ก
                ในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็ก หรือสถานรับเลี้ยงเด็กนั้นมีเป้าหมายหลักอยู่ที่เด็กปฐมวัยที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิด – 6 ปี ที่ด้อยฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งได้แก่ เด็กยากจนในเขตพื้นที่ชนบทห่างไกลและชนกลุ่มน้อย เด็กที่อยู่ในชุมชนแออัด และเด็กด้อยความสามารถทางด้านร่างกาย สมองและจิตใจ การจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็กมีชื่อเรียกต่างกัน เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ สถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน ฯลฯ


6 จงอธิบายถึงรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบอื่น
                เนื่องจากมีเด็กบางกลุ่มที่ไม่มีโอกาสเข้ารับบริการ การอบรมเลี้ยงดูจากโรงเรียนหรือศูนย์พัฒนาเด็ก จึงมีการจัดกิจกรรมที่จัดเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยในรูปแบบอื่นๆ เช่นการพัฒนาเด็กโดยหน่วยงานพัฒนาเด็กเคลื่อนที่ ซึ่งจัดกิจกรรมการให้ความรู้ความเข้าใจแก่พ่อแม่ผู้ปกครองด้วยวิธีการสาธิต ฝึกอบรมการเลี้ยงดูเด็กตามหลักวิชาการแผนใหม่ ส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการครบทุกด้าน หรืออาจจะด าเนินงานทางอ้อมในรูปของกิจกรรมการพัฒนาเด็กโดยครอบครัวโดยมีการร่วมมือกันในระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็ก มุ่งให้พ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวมีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างถูกต้องเหมาะสม ทั้งนี้โดยร่วมกันอาสาสมัครหมู่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น และเยาวชนใหมู่บ้าน จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาเด็กในครอบครัวของตนรวมทั้งนำความรู้ไปถ่ายทอดแก่พ่อแม่และบุคคลอื่นด้วย




7 จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในระบบโรงเรียนอนุบาล
               กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม



8  จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
                 ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัดนั้นเป็นโครงการของกรมการศาสนา สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม กองสงเคราะห์เด็กและบุคคลวัยรุ่น กองสงเคราะห์ชาวเขา กองนิคมสร้างตนเองและกองบริการชุมชน




9  จงอธิบายถึงหน่วยงานที่จัดการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบการศึกษาอื่นๆ
                 พีรียานุเคราะห์มูลนิธิ สมาคมสงเคราะห์เด็กกำพร้าแห่งประเทศไทย มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย มูลนิธิมิตรมวลชน โสสะมูลนิธิแห่งประเทศไทยใน พระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิแสงสว่างสงเคราะห์ มูลนิธิเด็กกำพร้าอีสาน มูลนิธิภราดรบำเพ็ญเพื่อเด็กกำพร้าบ้านศรีธรรมราช มูลนิธิสงเคราะห์เด็กกำพร้านครเชียงใหม่ และโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนฝากเลี้ยง



10 จงอธิบายถึงการดำเนินการและลักษณะของโรงเรียนอนุบาล
                  รูปแบบของการจัดโรงเรียนอนุบาล เพื่อเป็นการจัดการศึกษาปฐมวัย เพื่ออบรมเลี้ยงดูเด็กให้มีการพัฒนาทั้งร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาด้วยการจัดประสบการณ์โดยวิธีการเล่นปนเรียน เน้นอุปกรณ์ของจริงให้เด็กได้มีส่วนร่วมกิจกรรมในกระบวนการเรียนการเล่น ทั้งกลุ่มและรายบุคคล โดยมีการวางแผนในการดำเนินการจัดการศึกษาปฐมวัยอย่างเป็นระบบ




😜😜😜😜😜









บทที่ 6


🍁 🍁 🍁 🍁 🍃 🍃 🍃 🍃


1 จงอธิบายถึงความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัย
             นวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยจึงหมายถึง การนำแนวคิด และวิธีการหรือการ
กระทำใหม่ ๆ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ทางการศึกษาปฐมวัยมาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการ
จัดการศึกษาปฐมวัยให้ดียิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน


2 จงอธิบายถึงความสำคัญของนวัตกรรมทางการศึกษาปฐมวัยที่มีต่อเด็กปฐมวัย
               เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่เรียนรู้ด้วยการกระทำจากประสบการณ์ตรงที่ประกอบด้วยสิ่งที่เป็นรูปธรรมต่าง ๆ แล้วนำไปสู่นามธรรมในที่สุด ดังนั้นการจัดการศึกษาปฐมวัยจึงให้ความสำคัญในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยมุ่งจัดประสบการณ์ตามความถนัด ความสนใจ และความสามารถของแต่ละคนเป็นเกณฑ์ เพื่อพัฒนาให้เด็กมีความพร้อมในการเรียน นักการศึกษาปฐมวัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจึงพยายามที่จะวิเคราะห์ปัญหาในการจัดการศึกษาปฐมวัย คิดวิธีการ แนวทางใหม่เพื่อแก้ปัญหา ทดลองวิธีการใหม่ เผยแพร่แนวทางและวิธีการใหม่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นนวัตกรรม และเมื่อแนวทางและวิธีการใหม่เข้าสู่ระบบปกติก็จะยุติความเป็นนวัตกรรม



3. จงอธิบายถึงทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
               ประเทศไทยเรายังไม่มีทฤษฎีหรือหลักการในการพัฒนาเด็กที่พัฒนาขึ้นจากฐานข้อมูลที่มาจากเด็กไทย และบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย ดังนั้นคณะกรรมการวิจัยจึงได้พยายามศึกษาและผสมผสานความรู้ตามหลักสากลกับภูมิปัญญา วิถีชีวิตและระบบคุณค่าของสังคมไทยเข้าด้วยกันเพื่อช่วยให้ได้หลักการ และรูปแบบในการพัฒนาเด็กไทยให้มีคุณภาพ

4. จงวิเคราะห์ถึงกระบวนการพัฒนาของหลักการและรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย
             ขั้นการสร้างหลักการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย คณะกรรมการวิจัยรวบรวมข้อมูลพื้นฐานทั้งของไทยและต่างประเทศวิเคราะห์แนวคิดที่ใช้เป็นฐานของการวิจัยและกำหนดเป็นหลักการในการพัฒนาเด็ก

5. จงอธิบายถึงการนำรูปแบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัย
              รูปแบบการพัฒนาการเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทย โดยกำหนดกรอบความคิด โครงสร้าง เนื้อหา วิธีการ และกิจกรรมการพัฒนาเด็กให้สอดคล้องกับหลักการในการพัฒนาเด็กที่กำหนดไว้แล้วเสนอให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ ได้พิจารณาให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ แล้วนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงรูปแบบให้สมบูรณ์ขึ้น



6 จงอธิบายถึงหลักการของการศึกษาแนววิถีพุทธในการพัฒนาคนให้เป็นผู้มีความรู้
                 พุทธธรรมเสนอหลักการพัฒนาปัญญาที่มุ่งการฝึกฝนอบรมตนให้บรรลุอิสระภาวะหลุดพ้นจากปัญหา โดยทั่วไปแล้วพุทธศาสนิกชนดูจะเข้าใจ หลักพุทธธรรมในแง่ของพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ศีล ประเพณีพิธีกรรมเท่านั้น แท้จริงแล้วพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักการพัฒนามนุษย์และหลักการเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบ ครบกระบวนการมีองค์ประกอบและขั้นตอนตามล าดับต่อเนื่องสมบูรณ์




7  จงอธิบายถึงหลักการของการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ
          หลักที่หนึ่ง พระพุทธศาสนาของมนุษย์ ทั้งในฐานะที่เป็นเอกัตบุคคล และในฐานะเป็นสมาชิกของสังคม ซึ่งต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น
          หลักที่สอง มนุษย์เป็นเวไนยสัตว์ หรือเวไนยบุคคล สามารถได้รับการสั่งสอนฝึกฝน และอบรมบ่มนิสัยได้
          หลักที่สาม มนุษย์มีภาวะทางสติปัญญามาแต่ก าเนิด (สชาติกปัญญา) และแม้ว่ามนุษย์จะมีความแตกต่างกัน ก็จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ (โยคปัญญา)
          หลักที่สี่ พระพุทธศาสนาอธิบายหลักการเรียนรู้ของมนุษย์ว่าเกิดขึ้นในวิถีชีวิตทั้งชีวิต มีลักษณะเป็นองค์รวมของรูป (กายภาพ : กาย – วาจา) กับนาม (จิตภาวะ) ซึ่งเป็นการเรียนรู้ไปตามความเจริญเติบโต (พัฒนาการ) ของชีวิต
          หลักที่ห้า การเรียนรู้ของมนุษย์มีแกนหลัก 3 แกน คือ
                   ประการที่ 1 การฝึกฝนตนเองเรื่องศีล
                   ประการที่ 2 การฝึกฝนตนเองเรื่องสมาธิ
                   ประการที่ 3 การฝึกฝนตนเองเรื่องปัญญา
           หลักที่หก การพัฒนาปัญญาจุดหมายของการเรียนรู้ที่ส าคัญ คือ การเกิดปัญญา ซึ่งต้องพัฒนาโดยการแสวงหาความรู้ (สุตมยปัญญา) การฝึกฝนค้นคิด (จินตามยปัญญา) และการฝึกฝนตนเอง



8  จงอธิบายถึงปัจจัยของการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ
                ปัจจัยทางการศึกษาตามแนวแห่งพุทธ มีองค์ประกอบ 2 ส่วน คือ ภายในกับภายนอกภายนอก ได้แก่ ปัจจัยทางสังคมหรือเรียกว่า วิธีการแห่งศรัทธา และภายใน ได้แก่ ปัจจัยภายในตัวบุคคล เรียกได้ว่า วิธีการแห่งปัญญา ซึ่งหมายถึง ความรอบรู้ ความรู้ซึ้ง




9  จงอธิบายถึงแนวคิดการสอนแบบจิตปัญญา
                 การสอนแบบจิตปัญญามุ่งให้ผู้เรียนค้นพบความรู้ตามมโนทัศน์ที่ครูก าหนดเป็นหน่วยการสอน จากกิจกรรมการสอนด้วยการให้เด็กลงมือปฏิบัติการ และคิดด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่จากกิจกรรมการสอนที่สานประสบการณ์ที่เคยมี โดยครูเป็นผู้อำนวยความสะดวก


10 จงเปรียบเทียบแนวคิดของรูปแบบการพีฒนาเด็กปฐมวัยตามวิถีชีวิตไทยกับแนวคิดการสอนแบบ

เหมือนกันเพราะทั้งสองแนวคิดเน้นในด้านการสอนแบบพนะพุทธศาสนาที่มุ่งเน้นการพัฒนาสติปัญญาการสอนด้วยการให้เด็กลงมือปฏิบัติการและคิดด้วยตนเอง 




😗😗😗😗😗












แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 3-4



แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 3-4



🍑  🍑  🍑  🍑  🍑  🍑  🍑  🍑  🍑  🍑







บทที่ 3

💜💜💜💜💜


1 จงอธิบยถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษ
                 การศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษอยู่ในความรับผิดชอบของโรงเรียนบริบาลหรือชั้นบริบาล ซึ่งรับดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี โรงเรียนสำหรับเด็กวัยแรกรับเด็กตั้งแต่อายุ 5 – 7 ปี

2 จงอธิบยถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศสหรัฐอเมริกา
               การจัดศูนย์เด็กแต่เดิมเป็นการแก้ปัญหาในการบริการสังคม เพราะเหตุที่มีหญิงต้องออกทำงานเป็นส่วนมาก เพราะผู้ชายถูกเกณฑ์ไปสงคราม ศูนย์ดูแลเด็กกลางวันจึงกลายเป็นสถาบัน
ที่สำคัญยิ่งการศึกษาปฐมวัยมี 3 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ แบบเลี้ยงดูในบ้าน แบบครอบครัว และศูนย์ดูแล
เด็กทุกรูปแบบพยายามที่จะช่วยเหลือเด็กทั้งในด้านสังคม อารมณ์ สติปัญญา และการพัฒนากล้ามเนื้อ ถ้าปราศจากการกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจและการแนะแนวที่ถูกต้องแล้ว การพัฒนาตัวเด็กโดยรอบคอบให้ได้ผลดีย่อมจะเป็นไปได้ยากทีเดียว



3 จงอธิบยถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอัลเบอร์ตา แคนนาดา
               คือ การส่งเสริมให้เด็กได้มีพัฒนาการและมีเจตคติที่ดีต่อตนเอง มีความภาคภูมิใจและตระหนักในคุณค่าของตน โดยการจัดโปรแกรมที่ตอบสนองความต้องการของเด็กทางด้านการศึกษา สุขภาพ อนามัยครอบครัว และสังคมอย่างเหมาะสม การดำเนินงานกำหนดขึ้น โดยยึดระดับภูมิภาคเป็นหลัก แต่ในส่วนท้องถิ่นก็สามารถจะปรับเปลี่ยนหรือริเริ่มดำเนินการให้เหมาะสมกับท้องถิ่นของตนเองได้กรมการศึกษาจะเป็นผู้จัดหาคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยเพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือให้คำแนะนำแก่ผู้บริหารท้องถิ่นในเรื่องที่ต้องการ


4 จงอธิบยถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศเม็กซิโก
               หลักสูตรปฐมวัยของเม็กซิโกเน้นความสำคัญที่ครูจะต้องรู้จักเด็กทุกคน และคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่นเดียวกับความสำคัญของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม และจัดกิจกรรมให้มีการพัฒนาสติปัญญา เจตคติ และทักษะสัมพันธ์ให้มีความสมดุลกันในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสดงออกอย่างมีอิสระ มีเวลาสำรวจสิ่งต่าง ๆ ที่สนใจถามคำถาม ทดลอง และสร้างสรรค์ ในช่วงเวลา 3 ปี ก่อนที่เด็กจะไปเข้าโรงเรียนประถมศึกษา ซึ่งวิวัฒนาการของการศึกษาปฐมวัยเม็กซิโก อาจจะพูดได้ว่าเหมือนกับคำขวัญที่ว่า “ประวัติศาสตร์ คือบทนา” (past is prologue) เพราะได้มีการจัดการศึกษา 3 ปี ก่อนวัยเข้าเรียนให้กับประชากรที่เพิ่มจ านวนขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในเขตเมือง และในชนบทโดยหวังว่ากลุ่มชนที่แตกต่างกันจะสามารถสื่อสารสัมพันธ์กันได้นั้นจะช่วยนำความเข้าใจ และทำให้รวมกันเป็นเอกภาพได้


5 จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอิสราเอล
               การศึกษาและการอบรมเลี้ยงดูเด็กเล็กของอิสราเอล นับเป็นสิ่งที่หยั่งรากลึกและถือเป็นสิ่งสำคัญของอิสราเอล เมื่อมองไปข้างหน้าจุดรวมการศึกษาปฐมวัยของอิสราเอลจะเป็นมาตรฐานเดียวกันและมีคุณภาพเท่าเทียมกัน การศึกษาปฐมวัยในประเทศอิสราเอลเป็นการศึกษาภาคบังคับและให้เปล่า มีกรมพิเศษในกระทรวงศึกษาและวัฒนธรรมเป็นผู้รับผิดชอบ มีโปรแกรมการศึกษาสำหรับเด็กเล็ก และมีโรงเรียนเด็กวัยก่อนเข้าเรียนในคิบบุทซ์


6 จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศญี่ปุ่น
               การจัดการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นยังไม่ประสบผลส าเร็จตามที่คาดหวัง ชาวญี่ปุ่นยังไม่พอใจกับการเรียนการสอนในโรงเรียนนัก ความสนใจ เอาใจใส่ของประชาชนที่มีต่อการจัดการศึกษาท าให้โรงเรียนถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียหรือแม้แต่ประเทศในแถบตะวันตกอีกหลายประเทศ โรงเรียนของประเทศญี่ปุ่นก็นับว่าทันสมัยและเจริญก้าวหน้าอย่างมาก สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความส าเร็จของระบบการศึกษาก็คือ การที่นักเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้กระตือรือร้น และฝักใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ ความเสียสละทุ่มเทของครูส่วนมาก และความภาคภูมิใจที่มีต่อความสำเร็จ และความสนใจอย่างลึกซึ้งในศิลปะวัฒนธรรมของชาติตน



7. จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศอังกฤษกับประเทศสหรัฐอเมริกา
              ประเทศอังกฤษจะมีหน่วยงานเพียง 2 หน่วยงานมารับผิดชอบในการทำงานคือกรมการศึกษาและวิทยาศาสตร์ และกรมอนามัยและสวัสดิการสังคม ต่างจากสหรัฐอเมริกาที่ทั้งเอกชนและรัฐบาลเข้ามาสนุบสนุนและมีส่วนร่วม

8. จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศเม็กซิโกและประเทศอิสราเอล
                ประเทศเม็กซิโกมีเซ็นฐอริต้า โรเซาราซาปาตาเป็นผู้นำทางการศึกษาและได้ทำโปรแกรมปฐมวัยในความรับผิดชอบของเธอที่เน้นให้เด็กให้ความสำคัญแก่ตัวเองและจัดให้เขาได้มีการพัฒนาการไปอย่างเต็มที่ ต่างจากอิสราเอลที่มีโปรแกรมการฝึกหัดครูเฉพาะของตนเองเช่นเดียวกับโปรแกรมของการนิเทศการสอนของครู

9. จงเปรียบเทียบการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศ อัลเบอร์ต้า แคนาดา กับประเทศญี่ปุ่น
                   ประเทศอัลเบอร์ต้า แคนาดา คือการส่งเสริมพัฒนาการเเละเจตคติที่ดีต่อตนเอง กรมการศึกษาจะเป็นผู้จัดหาคณะกรรมการการศึกษาปฐมวัยเพื่อให้มาช่วยเหลือให้คำเเนะนำเเก่ผู้บริหาร ประเทศญี่ปุ่นเป็นสถานเลี้ยงเด็กกลางวันกลายเป็นสิ่งจำเป็น สอนโดยนาแบบอย่างมาจากสหรัฐอเมริกาสอนตามแบบโฟรเบล มีการสอนร้องเพลงและกิจกรรมการเล่นต่าง ๆ

10. ท่านคิดว่าการจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศใดที่สามารถจัดได้อย่างดีและเหมาะสม
                  ประเทศอิสราเอล ได้จัดการศึกษาระดับปฐมวัยเป็นการศึกษาภาคบังคับ ประเทศอื่น ๆ แม้จะมิได้กำหนดการศึกษาระดับปฐมวัยไว้ในการศึกษาภาคบังคับ แต่ก็ให้ความสำคัญกับการศึกษาในระดับปฐมวัยเป็นอย่างมาก ในการจัดครูเข้าสอนส่วนมากจะต้องจบการศึกษาด้านปฐมวัย หรือผ่านการอบรมมาอย่างดี













บทที่ 4

💚💚💚💚💚



1 จงอธิบายถึงการจัดการศึกษาปฐมวัยในช่วงไม่มีระบบโรงเรียน
               การศึกษาปฐมวัยในยุคก่อนปฏิรูปการศึกษานั้นไม่ได้หมายความว่า ก่อนหน้านี้จะไม่มีการจัดการศึกษาปฐมวัยมาก่อน ในทางตรงกันข้ามในบ้านเมืองของเรานั้นมีการจัดการศึกษาปฐมวัยมานานแล้ว นับแต่ยุคกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี เป็นต้นมา หากแต่การจัดการศึกษาปฐมวัยในยุคนั้น มิได้มีการจัดด าเนินการอย่างเป็นรูปธรรม จนกระทั่งเมื่อถึงยุคแห่งการปฏิรูปบ้านเมืองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้มีการจัดการศึกษาปฐมวัยอย่างเป็นรูปธรรมขึ้น ปรากฏหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน

2 จงอธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
           1. ปัจจัยทางด้านการคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตก เพื่อความปลอดภัยของบ้านเมือง จึงต้องปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษาให้เป็นแบบสมัยใหม่ และให้แพร่หลายไปทั่วราชอาณาจักร
           2. ปัจจัยทางด้านสติปัญญาและแนวคิดตามแบบตะวันตก อันเป็นผลมาจากการติดต่อค้าขายกับต่างชาติ จึงท าให้เกิดการเผยแพร่ความรู้และวิทยาการต่าง ๆ ตามแนวคิดและแบบอย่างตะวันตก แม้กระทั่งพระบรมวงศานุวงศ์ก็ได้รับการศึกษาภาษาและวิชาการอย่างตะวันตกเช่นกัน บุคคลเหล่านี้ได้ทรงเป็นผู้น ำในการพัฒนาบ้านเมืองในระยะต่อมา ดังนั้นการจัดการศึกษาตามแบบใหม่ของไทยเรา จึงได้รับอิทธิพลทั้งในแง่ความคิดและอาศัยบุคคลจากตะวันตกร่วมดำเนินการด้วย
           3 ปัจจัยจากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีประสบการณ์จากการเสด็จประพาสต่างประเทศ ซึ่งพระองค์ทรงสนพระทัยเยี่ยมชมกิจการด้านต่าง ๆ ของต่างประเทศพร้อมทั้งได้ทรงน ำแบบอย่างการจัดการศึกษาที่ทรงพบเห็นมาเป็นแนวทางส ำคัญในการจัดการศึกษาชาติ และยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้เชื้อพระวงศ์และนักเรียนไทยเดินทางไปศึกษาวิชาการต่าง ๆ ยังต่างประเทศ เพื่อน าความรู้ที่ได้มาพัฒนาการศึกษาในบ้านเมืองต่อไป
           4. ปัจจัยทางด้านการเลิกทาสและเลิกระบบไพร่ ท าให้ราษฎรจ านวนมากต้องทำมาหาเลี้ยงชีพเอง และจำเป็นต้องมีความรู้เพื่อการด ารงชีพ จึงต้องมีการปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีส่วนช่วยเหลือสนับสนุนคนกลุ่มนี้
           5. ปัจจัยทางด้านความต้องการคนเข้ารับราชการ เนื่องจากมีการปรับปรุงด้านการปกครองและการบริหารส่วนกลาง จึงต้องการข้าราชการไปปฏิบัติงานตามหัวเมืองต่าง ๆ มากขึ้นทุกระดับ จำเป็นต้องจัดการศึกษาเพื่อสนองความต้องการของบ้านเมืองในจุดนี้




3 จงอธิบายถึง วิชาหรือเนื้อหาสาระ 10 อย่างของโรงเรียนเด็กพ.ศ.2433
          1. ให้อ่านหนังสือออก เขียนได้
          2. ให้คิดเลขเป็น
          3. ให้รู้จักรักษาอิริยาบถ
          4. ให้หุงข้าวต้มแกงเป็น
          5. ให้เย็บผ้าเป็น
          6. ให้ขึ้นต้นไม้เป็น
          7. ให้ว่ายน้าเป็น
          8. ให้ปลูกทับกระท่อมที่อยู่เป็น
          9. ให้รู้จักปลูกต้นไม้
         10. ให้รู้จักเลี้ยงสัตว์



4 การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในโครงการศึกษา พ.ศ. 2441 แบ่งออกเป็นกี่ระดับ
                 ในโครงการศึกษา พ.ศ.2441 ในหมวดที่ 1 ได้จัดล าดับชั้นการศึกษาออกเป็น 4 ระดับ คือ
                         1. การเล่าเรียนเบื้องแรก (มูลศึกษา)
                         2. การเล่าเรียนเบื้องต้น (ประถมศึกษา)
                         3. การเล่าเรียนเบื้องกลาง (มัธยมศึกษา)
                         4. การเล่าเรียนเบื้องสูง (อุดมศึกษา)




5 ในยุคเริ่มต้นของการจัดอนุบาลเอกชน พ.ศ. 2454-2470 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
                  พ.ศ.2454 – 2470 เป็นยุคเริ่มก่อตัวของอนุบาลเอกชน ในช่วงนี้กลุ่มมิชชั่นนารีได้เข้ามา
จัดตั้งโรงเรียนขึ้นมาในประเทศไทย ทำให้มีการเปิดแผนกอนุบาลขึ้นในโรงเรียนเอกชนหลายแห่ง
โรงเรียนที่จัดอย่างมีระบบ ได้แก่ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยเป็นโรงเรียนแห่งแรกของประเทศไทยที่เปิด
สอนระดับอนุบาล โดยจัดตามแนวของฟรอเบล โรงเรียนราชินีเป็นแห่งที่ 2 ที่เปิดแผนกอนุบาลนับเป็น
โรงเรียนแรกที่ด าเนินการโดยคนไทย คือ มจ.หญิงพิจิตรวิราภา เทวกุลดำเนินการสอนทั้งแบบของ
ฟรอเบล และมอนเตสซอรี่จากประเทศญี่ปุ่น ส่วนโรงเรียนมาแตร์เดอี เป็นแห่งที่ 3 ที่เปิดชั้นอนุบาล
สอนตามแบบประเทศอังกฤษ ในช่วงที่มีโรงเรียนราษฎร์เกิดขึ้นอย่างมากมายนั้น การจัดการศึกษาของโรงเรียนแต่ละแห่งล้วนมีความแตกต่างกัน การจัดการเรียนการสอนวิชาต่าง ๆ ก็สอนตามความพอใจ และสอนตามความสามารถของแต่ละโรงเรียน เกิดปัญหาขาดความเป็นเอกภาพด้านการเรียนการสอนรัฐบาลจึงได้ตราพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ขึ้นในปี พ.ศ.2461 เพื่อควบคุมดูแลให้การจัดการศึกษาในโรงเรียนราษฎร์เป็นไปในแนวเดียวกัน ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ช่วยส่งผลให้การศึกษาปฐมวัยในรูปอนุบาลเริ่มมีระบบและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้น โดยระบุวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษาระดับนี้ไว้ว่า “...มุ่งเลี้ยงดูเด็กอ่อน ๆ เป็นส าคัญและสอนให้เด็กรู้อ่าน รู้เขียน เรียนนับไปพลางในระหว่างเวลานั้นด้วย
โรงเรียนเช่นนี้ครูอนุบาล ในโรงเรียนไม่ต้องมีประสบการณ์ก็ได้...” และภายหลังก็ได้มีดำริให้จัดส่งผู้หญิงไปฝึกหัดเป็นครู เพื่อเป็นแบบอย่างการฝึกหัดครูอนุบาลของประเทศขึ้นด้วย แนวคิดของรัฐเกี่ยวกับ
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยในยุคเริ่มมีแผนกอนุบาลของโรงเรียนราษฎร์เกิดขึ้นนี้ จึงเป็นเพียงการเรียน
การสอน “ไตรภาค” โดยอนุโลมเท่านั้น


6 การจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลละอออุทิศมีความเป็นมาอย่างไร

กระทรวงศึกษาธิการได้มีดำริให้กรมฝึกหัดครูเตรียมการเปิดสอนของรัฐ จึงมีการเตรียมการโดยเตรียมการจัดส่งบุคลากรไปดูงานที่ต่างประเทศและกลับมาดำเนินการจจัดการสร้างโรงเรียนอนุบาลของรัฐ




7 แผนการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2503 แบ่งการศึกษาออกเป็นกี่ระดับ
                  พ.ศ.2503 ได้มีการประกาศแผนการศึกษาชาติฉบับใหม่ขึ้นอีกฉบับหนึ่ง แผนการศึกษา
ฉบับนี้ได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ระดับ คือ
              1. อนุบาลศึกษา
              2. ประถมศึกษา
              3. มัธยมศึกษา
              4. อุดมศึกษา



8 ในปี  พ.ศ. 2523 กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการจัดหน่วยงานใดให้รับผิดชอบการศึกษาก่อนระดับประถมการศึกษา
                  สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ




9 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2546 มีความเป็นมาอย่างไร
                หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ที่กำหนดสาระเรียนรู้ในระดับปฐมวัยไว้ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นประสบการณ์สำคัญและสาระที่ควรเรียนรู้ดังนี้
               1. ประสบการณ์สำคัญ ได้แก่
                   1.1 ประสบการณ์ด้านร่างกาย
                   1.2 ประสบการณ์ด้านอารมณ์และจิตใจ
                   1.3 ประสบการณ์ด้านสังคม
                   1.4 ประสบการณ์ด้านสติปัญญา
               2. สาระที่ควรเรียนรู้ ได้แก่
                   2.1 เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก
                   2.2 เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก
                   2.3 ธรรมชาติรอบตัว
                   2.4 สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก


10 จงวิเคราะห์ถึงการศึกษาปฐมวัยของไทยตามความรู้ความเข้าใจของนักศึกษา
                    การศึกษาปฐมวัยในอดีตมีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัย และได้มีการพัฒนามาจนกระทั่งใน
สมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งแรกของประเทศไทย โดยดำริของพระอัครชายาเธอ
พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสินีนาฎ ในรัชกาลที่ 5 นับตั้งแต่บัดนั้นก็ได้มีการจัดการศึกษาปฐมวัย
โดยมีรูปแบบที่เป็นทางการตามโครงการศึกษา ปี พ.ศ.2441 ซึ่งเป็นโครงการศึกษาฉบับแรกที่มีการจัด
การศึกษา “มูลศึกษา” ใน 3 รูปแบบ คือ โรงเรียนบุรพบท โรงเรียนกขนโม และโรงเรียนกินเดอกาเตน และรัฐได้เริ่มให้ความสำคัญของการศึกษาในระดับปฐมวัย ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2441 เป็นต้นมา และพัฒนาการของการศึกษาปฐมวัย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2489 จนกระทั่งถึงหลักสูตรระดับก่อนประถมศึกษา พ.ศ.2540 ได้มีการปรับปรุงและพัฒนามาโดยตลอดเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ทั้งในด้านธรรมชาติพัฒนาการเด็ก โดยรัฐได้กำหนดนโยบายการพัฒนาการจัดการศึกษาให้เด็กปฐมวัย โดยคำนึงถึงแนวคิดเกี่ยวกับเด็กปฐมวัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เต็มศักยภาพสูงสุด โดยใช้กับเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งถึง 5 ปี เพื่อให้หน่วยงานที่จัดการศึกษาระดับปฐมวัย ได้จัดประสบการณ์ให้มีคุณภาพเป็นไปในทิศทางและมีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้เด็กปฐมวัยเติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป




😅😅😅😅😅




แบบฝึกหัดท้ายบทที่1-2



แบบฝึกหัดท้ายบท บทที่1-2



💜  💜  💜  💜  💜  💜  💜  💜  💜








 บทที่ 1

☕ ☕ ☕ ☕ ☕



1.  จงอธิบายถึงความหมายของการจัดการศึกษา ปฐมวัยตามความเข้าใจของนักศึกษา
         การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 5 ปี (5  ปี  11 เดือน  29 วัน )  ซึ่งการจัดการศึกษาดังกล่าวจะมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากระดับอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะเด็กในวัยนี้เป็นวัยที่สำคัญต่อการวางรากฐานบุคลิกภาพและการพัฒนาทางสมอง  การจัดการศึกษาสำหรับเด็กในวัยนี้มีชื่อเรียกต่างกันไปหลายชื่อ  ซึ่งแต่ละโปรแกรมก็มีวิธีการและลักษณะในการจัดกิจกรรมซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยพัฒนาเด็กในรูปแบบต่าง ๆ กัน



2. "เด็กปฐมวัยเป็นพื้นฐานของชีวิต" จากคำกล่าวนี้  จงอธิบายตามความเข้าใจของนักศึกษา
           เด็กในวัยนี้ควรได้รับการูแล เลี้ยงดูให้ดีจากคนรอบๆข้าง เพื่อให้เกิดการพัฒนาของเด็กทั้ง 4 ด้าน เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีและพร้อมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต


3. เด็กปฐมวัยมีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากร  มนุษย์อย่างไร จงอธิบาย
             เด็กจะเรียนรู้ด้วยตนเองเเละมีพื้นฐานที่มีคุณภาพในอนาคตข้างหน้า


4. เด็กปฐมวัยมีความสำคัญในการจัดการศึกษาและ  เรียนรู้อย่างไร จงอธิบาย
        การที่ครูจะสอนได้ดีนั้นจำเป็นต้องศึกษาเด็กยิ่งกว่านั้นงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาการทางสมองมนุษย์ยั้งเน้นความสำคัญของการศึกษาปฐมวัยโดยเฉพาะในช่วงของ5 ของปีแรกของชีวิตว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเรียนรู้ และเด็กจำเป็นต้องได้รับการดูแล เอาใจใส่จากพ่อแม่หรือผู้ดูแลตั้งแต่แรกเกิดโดยการให้ความรัก การโอบกอด สัมผัส พูดคุย และเล่นกับเด็กเพื่อให้สมองของเด็กได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ตามศักยภาพ 


5. จงอธิบายถึงจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาปฐมวัยตามความเข้าใจของนักศึกษา
          การจัดการศึกษาต้องคำนึกถึงการพัฒนาทักษะของเด็กทั้ง 4 ด้านคือร่างกาย จิตใจ-อารมณ์ สังคมและสติปัญญาของเด็กเป็นหลัก


6. จงอธิบายสรุปถึงการศึกษาปฐมวัยกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (ฉบับปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม 2545)
             รัฐบาลให้ความสำคัญในหลักการจัดการศึกษาให้เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมเพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เรียนรู้อย่างมีความสุข และพัฒนาเต็มตามศักยภาพของเด็กเเต่ละคน


7. จงอธิบายสรุปถึงนโยบายและแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย
            การพัฒนากลุ่มเด็กปฐมวัยให้มีสุขภาพกายและใจที่ดี มีทักษะทางสมอง ทักษะการ เรียนรู้ ทักษะชีวิตและทักษะทางสังคม เพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ 


8. จงอธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการกับการจัดการศึกษาปฐมวัย
           เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิต่อเนื่องไปจนตลอดชีวิต ซึ่งครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงใน  เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ พัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา จะมีความสัมพันธ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับขั้นตอนไปพร้อมกันทุกด้าน  เด็กแต่ละคนจะ  เติบโตและมีลักษณะพัฒนาการแตกต่างกันไปตามวัย โดยที่พัฒนาการเด็กปฐมวัยบ่งบอกถึง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวเด็กอย่างต่อเนื่องในแต่ละวัยเริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงอายุ ๕ ปี


9. จงอธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับการเล่นของเด็กกับการจัดการศึกษาปฐมวัย
             การเล่นถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญในชีวิตเด็กทุกคน  เด็กจะรู้สึกสนุกสนาน  เพลิดเพลิน ได้สังเกต  มีโอกาสทำการทดลอง สร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหาและค้นพบด้วยตนเอง  การเล่นจะมีอิทธิพลและมีผลดีต่อการเจริญเติบโต  ช่วยพัฒนาร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา


10. จงอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมและสังคมกับการจัดการศึกษาปฐมวัย
            ผู้สอนจำเป็นต้องเข้าใจและ ยอมรับว่าวัฒนธรรมและสังคมที่แวดล้อมตัวเด็กมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพและ พัฒนาการของเด็กแต่ละคน ผู้สอนควรต้องเรียนรู้บริบททางสังคมและวัฒนธรรมของเด็ก








บทที่ 2

🌿 🌿 🌿 🌿 🌿


1. จงอธิบายถึงแนวคิดของคอมมิวนิสต์อุดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัย
เขาเชื่อว่าครูที่มีความสามารถ จะสามารถทำให้เด็กอยากเรียนโดยไม่มีการบังคับในด้านเนื้อหา แนวความคิดในการจัดการเรียนการสอนของเขาคือ การให้เด็กปฏิบัติจริง คือ “สอนให้เรียนรู้โดยการเขียน ร้องเพลงโดย การร้องเพลง และการใช้เหตุผลโดยการหาเหตุผล

2. จงอธิบายถึงแนวคิดของรุสโซในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัย
 รุสโซเชื่อว่าการศึกษาเริ่มตั้งแต่แรกเกิดและต่อเนื่องจนถึงอายุ 25 ปี เด็กเล็กสามารถ เรียนรู้โดยธรรมชาติของเด็กเอง ไม่ต้องควบคุม ไม่ต้องกำกับ เป็นอิสระของเด็กที่เด็กสามารถควบคุมตนเอง ในแนวคิดของรุสโซมีความเห็นว่า การให้การศึกษาแก่เด็กต้องขึ้นกับธรรมชาติของเด็ก และ ความสนใจ เด็กเกิดมามีธาตุแห่งความดี และบริสุทธิ์ เด็กสามารถเจริญเติบโตได้โดยไม่ต้องดัดหรือ บังคับ เด็กสามารถเรียนรู้ได้เองโดยธรรมชาติ

3. จงอธิบายถึงแนวคิดของเปสตาลอซซี่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัย
 เเนวคิดคนทุกคนไม่ว่ารวยดีมีจนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษา และได้รับการช่วยเหลือเพื่อการ พัฒนาคุณธรรม และศักยภาพทางปัญญาอย่างเท่าเทียมกัน  เขาเชื่อว่า การเรียนรู้ตามธรรมชาติไม่เพียงพอสำหรับเด็ก ต้องมีการจัดการศึกษาที่เหมาะกับเด็ก ตามความแตกต่างของเด็กแต่ละบุคคลด้วย และการจัดการศึกษาให้กับเด็กเขาได้เขียนหนังสือ Book for Mothers โดยเน้นว่าแม่เป็นครูที่สามารถสอนได้ดีที่สุด

4. จงอธิบายถึงแนวคิดในการจัดตั้งโรงเรียนสวนเด็กของโฟเบล
ฟรอเบลมีความเห็นว่า โรงเรียนอนุบาลหรือสวนเด็ก คือ ตัวกลางเชื่อมความสัมพันธ์บ้าน และโรงเรียน ดังนั้นโรงเรียนอนุบาลจำเป็นต้องมีการจัดระบบการเรียน การจัดกิจกรรมสำหรับเด็ก แผนการจัดการเรียนการสอน ที่มุ่งถึงการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กที่สร้างเสริมพัฒนาการและความ พร้อมในการเรียนขั้นสูงต่อไป ดังนั้นการเรียนการสอนในโรงเรียนอนุบาลจะต้องประกอบด้วย 
        1. การเล่น
        2. กิจกรรมพัฒนาการทักษะโดยใช้สื่อการศึกษาต่าง ๆ เช่น วัสดุรูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ ซึ่งเรียกว่า “gift” 
        3. กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ได้แก่ วาดภาพ ทำการฝีมือ พับกระดาษ 
        4. กิจกรรมร้องเพลง เล่นเกม เล่นบล็อก

5. จงอธิบายถึงแนวคิดในการจัดการศึกษาปฐมวัยของมอนเตสซอรี่
 1. ทฤษฎีความเป็นอิสระในการเลือกกิจกรรม มอนเตสซอรี่เสนอว่า ครูควรเปลี่ยนบทบาทจากผู้ที่มีหน้าที่ในการสอนแต่อย่างเดียวมาเป็นผู้สังเกตการณ์ (observer) และผู้จัดหาอุปกรณ์ และอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้เด็ก (facilitator) และคอยสังเกตดูว่าเด็กจะทำอะไรบ้าง 
           2. ความเชื่อในเรื่อง “อิสรภาพทางการศึกษา” (auto education) โดยเน้นให้ผู้เรียนมี อิสระในการเลือกกิจกรรมที่ตนสนใจ เธอได้เสนออุปกรณ์การศึกษาให้เด็กได้เล่น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “อุปกรณ์ทางการศึกษา (didactic materials)” ในปัจจุบัน 
          3. การฝึกการรับรู้ การฝึกการรับรู้ควรเป็นทักษะเบื้องต้นของการอ่าน การเขียน และการสอนคำ              
4. ควรให้การศึกษาแก่พ่อแม่ การให้การศึกษาแก่พ่อแม่ควรเป็นสิ่งที่ส าคัญในการศึกษา แก่เด็ก โดยให้พ่อแม่มีความรู้ด้านสุขภาพอนามัย วิธีการในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก ฯลฯ

6. จงอธิบายถึงแนวคิดในการจัดการศึกษาปฐมวัยของดิวอี้
 1. การศึกษาไม่ใช่เป็นการเตรียมการเพื่อชีวิต แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิต (Education is life long process) 
             2. การเรียนรู้จะเป็นผลผลิตจากการท ากิจกรรมซึ่งจะแสดงถึงความสนใจของเด็ก โดยเน้น “การให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้
            3. การให้อิสรภาพในการเรียนจะเป็นพื้นฐานของพัฒนาการการดำรงชีวิตแบบ ประชาธิปไตย

7. การนำแนวคิดด้านความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไรจงอธิบาย
 ในการพัฒนามนุษย์นั้น ควรยึดหลักการสนองความต้องการของเด็กเพื่อได้ สามารถพัฒนาได้ตรงตามศักยภาพในตัวของเขา ผู้บริหาร ครูผู้สอน และคนอื่น ๆ ควรทำความเข้าใจ เพื่อที่จะได้จัดการศึกษา กระบวนการเรียนรู้ การวัดและประเมิน ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมจากทฤษฎี ของมาสโลว์ให้พื้นฐานความเกี่ยวข้องกับเด็กว่า ในการพัฒนามนุษย์นั้น ควรยึดหลักการสนองความต้องการของเด็กเพื่อได้สามารถพัฒนาได้ตรงตามศักยภาพในตัวของเขา

8. การนำแนวคิดด้านพัฒนาการทางสติปัญญาไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไรจงอธิบาย
 การนำแนวความคิดจากทฤษฎีพัฒนาการด้านสติปัญญามาใช้ใน การจัดประสบการณ์ในระดับปฐมวัย ได้มีการจัดโปรแกรมการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย โดยนำ แนวความคิดจากทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา ผลของการจัดพบว่า เด็กมีความคิดเห็นที่ เปิดกว้างเป็นอิสระ เด็กเรียนรู้วิธีการคิดมากกว่าการจำเนื้อหา เด็กแต่ละคนมีความก้าวหน้าที่มี ลักษณะเฉพาะ ลักษณะของการจัดประสบการณ์โดยยึดทฤษฎีนี้

9. การนำแนวคิดด้านพัฒนาทางบุคลิกภาพไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไรจงอธิบาย
  การนำแนวความคิดจากทฤษฎีพัฒนาการบุคลิกภาพมาใช้ในการจัด ประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย ควรจัดสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เป็นสิ่งแปลกใหม่และน่าตื่นเต้นสำหรับ เด็กให้เกิดความพึงพอใจในประสบการณ์นั้น จะทำให้บุคลิกภาพของเด็กปฐมวัยสามารถพัฒนาได้ดีและ เหมาะสมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต

10.​ การนำแนวคิดด้านพัฒนาการทางสังคมไปใช้ในการจัดการศึกษาปฐมวัยได้อย่างไรจงอธิบาย
 การนำแนวความคิดจากทฤษฎีพัฒนาการบุคลิกภาพมาใช้ในการจัด ประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย ควรจัดสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เป็นสิ่งแปลกใหม่และน่าตื่นเต้นสำหรับ เด็กให้เกิดความพึงพอใจในประสบการณ์นั้น จะทำให้บุคลิกภาพของเด็กปฐมวัยสามารถพัฒนาได้ดีและ เหมาะสมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต







😋😋😋😋😋