วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

บันทึกอนุทินครั้งที่ 10

บันทึกอนุทินครั้งที่ 10
วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม 2561
เวลาเรียน 08.30 - 11.30 น.
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด



🍑  🍑  🍑  🍑  🍑  🍑  🍑  🍑





    🎇  เรื่องราวในวันนี้... 💜💜 

                  วันนี้อาจารย์สอนในบทเรียนเรื่องการศึกษาปฐมวัยต่างประเทศ และให้ออกมานำเสนองานกลุ่มตามพาวเวอพอยท์ในสัปดาห์ที่แล้วที่อาจารย์ได้สั่งไป การจัดการศึกษาปฐมวัยต่างประเทศที่พวกเราเรียนกันมีทั้งหมด5ประเทศ ดังนี้
     - การศึกษาปฐมวัยประเทศอังกฤษ  😁
     - การศึกษาปฐมวัยประเทศอิสราเอล  😋
     - การศึกษาปฐมวัยประเทศญี่ปุ่น  😇
     - การศึกษาปฐมวัยประเทศสวีเดน  😤
     - การศึกษาปฐมวัยประเทศสหรัฐอเมริกา  😍

               เพื่อนๆได้ออกมานำเสนอตามหัวข้อที่ได้ ส่วนกลุ่มของฉันได้นำเสนอหัวข้อการศึกษาปฐมวัยในประเทศสหรัฐอเมริกา มีเนื้อหาดังนี้

                🚌  การจัดการศึกษาปฐมวัยในสหรัฐอเมริกา  จุดประสงค์ดั้งเดิมของการจัดศูนย์ดูแลเด็กก็ถือเป็นบริการสังคมและเป็นบริการที่แก้ปัญหาชั่วคราวในระหว่างสงครามเพื่อเปิดโอกาสให้มารดาได้ออกไปทำงานนอกบ้าน ในโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากบรรดาชายฉกรรจ์ทั้งหลายต้องถูกเกณฑ์ไปสงครามหมด เพราะเหตุที่มีหญิงที่ทำงานเป็นจำนวนมากในช่วงนี้ ศูนย์ดูแลเด็กกลางวันจึงกลายมาเป็นสถาบันทางสังคมที่จำเป็นอย่างยิ่ง  




                  การศึกษาปฐมวัยมีรูปแบบใหญ่ๆ 3 รูปแบบ คือ : แบบเลี้ยงดูในบ้าน แบบครอบครัว และศูนย์ดูแลเด็ก ทุกรูปแบบพยายามที่จะช่วยเหลือเด็กทั้งในด้านสังคม อารมณ์ สติปัญญา และการพัฒนากล้าวเนื้อ ถ้าปราศจากการกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจและการแนะนำที่ถูกต้องแล้ว การพัฒนาตัวเด็กโดยรอบคอบให้ได้ผลดีย่อมจะเป็นไปได้ยากทีเดียว
โครงการการศึกษาปฐมวัยได้รับการสนับสนุนในรูปของเงินทุนต่างๆ จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐบาล เทศบาล ชุมชนต่างๆ รวมทั้งภาคเอกชน ผู้บริจาคเงินที่มีทั้งรายย่อยและกลุ่มบุคคล รวมทั้งบรรดาผู้ปกครองทั้งหลายด้วยจึงต้องมีการตั้งระเบียบกฎเกณฑ์บางอย่างขึ้นสำหรับการจะรับความช่วยเหลือจากรัฐ

                 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยที่ใช้กัยอยู่นั้นมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับประเภทของโครงการ ขนาด สถานที่ตั้งและวัตถุประสงค์ อย่างไรก็ดีกิจกรรมที่เป็นสิ่งจำเป้นที่จะต้องจัดไม่ว่าจะใช้หลักสูตรใด ก็คือ ดนตรี การอ่าน การเล่นทราบกับน้ำ การต่อแท่งไม้บล็อก เกมต่างๆ และกิจกรรมในพื้นที่เล่นบ้าน

               การอำนวยความสะดวกต่างๆ จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละโครงการ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอนจะขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระที่มีอยู่ในหลักสูตร
ครูผู้ดูแลส่วนใหญ่จะจบจากวิทยาลัยทั้งหลักสูตร 4 ปี และ 2 ปี ซึ่งเทียบเท่ากับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และไม่ว่าครูผู้ดูแลจะมีพื้นความรู้อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทุกคนยึดถือเป็นจุดประสงค์หลักก็คือ พัฒนาการในทุกด้านของเด็กที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของตน ...  🌽🌿🌾








🍆 🍆 🍆 🍆 🍆 🍆 🍆 🍆 🍆 🍆 🍆 🍆 🍆 🍆 🍆 🍆


บันทึกอนุทินครั้งที่ 8

บันทึกอนุทินครั้งที่ 8
วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน 2561
เวลาเรียน 08.30 - 11.30 น.
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด




💜   💜   💜  💜  💜  💜  💜  💜








 🌳   วันนี้ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากเป็นสัปดาห์สอบกลางภาค ...










💚 💙 💚 💙 💚 💚 💙 💙 💚 💙 💚 💙 💚 💚 💙 💙








บันทึกอนุทินครั้งที่ 4

บันทึกอนุทินครั้งที่ 4
วันที่ 30 สิงหาคม 2561
เวลาเรียน 08.30 - 11.30 น.
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด



❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ 






   👉 เรื่องราวในวันนี้ 💙💛

                    

      วันนี้อาจารย์ได้นำพาวเวอพอยท์บทเรียนเรื่อง ประวัติความเป็นมาและวิวัฒนาการของการศึกษาปฐมวัยมาสอนพวกเราในคาบนี้...🍑🍒



  🍬 การจัดการศึกษาปฐมวัยในประเทศ

        ประเทศไทยมีการจัดการศึกษาปฐมวัยมานานแล้วโดยเจ้านายเชื้อพระวงศ์เข้ามาเรียนในโรงเรียนราชกุมารี ส่วนชาวบ้านก็นิยมนำลูกไปฝากที่วัด ต่อมาเมื่อมีการจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบจึงมีชั้นมูลศึกษาเกิดขึ้น และมีโรงเรียนราษฎรที่จัดการศึกษาปฐมวัยได้แก่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย  โรงเรียนราชินีและโรงเรียนมาร์แตร์เดอีได้เริ่มเปิดการสอนแผนกอนุบาลขึ้นโดยนำวิธีการสอนแบบเฟรอเบลและมอนเตสเซอรี่มาเป็นตัวอย่าง
       ในยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข รัฐบาลได้แต่งตั้งโรงเรียนอนุบาลของรัฐ แห่งแรกในปี  พ.ศ.2483คือโรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ  และยังคงดำเนินการสอนอยู่จนปัจจุบันและตั้งแต่ปี  พ.ศ.2498เป็นต้นมา รัฐบาลเริ่มมีนโยบายส่งเสริมให้โรงเรียนเอกชนเปิดการสอนระดับอนุบาลศึกษาขณะเดี่ยวกันหน่วยงานต่างๆก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษาในระดับนี้มากยิ่งขึ้น ปัจจุบัประเทศไทยมีการจัดเตรียมความพร้อมให้เด็กในวัยนี้หลากหลายรูปแบบมีทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบการศึกษาโดยตรงและหน่วยงานอื่นๆร่วมกันดำเนินงาน



  🌟 1.นโยบายของการศึกษาปฐมวัยในอดีต

         นโยบายของการศึกษาปฐมวัยในประเทศไทยตั้งแต่อดีตสาสมรถศึกษาได้จากแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติในแต่ละสมัยที่ผ่านมาได้ดังนี้

        1.1 แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ.2515 - 2519) ระบุไว้ว่า  จะปรับปรุงคุณภาพของโรงเรียนอนุบาลของรัฐให้ดีขึ้น เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เอกชนละมีการเปิดโรงเรียนอนุบาลในอำเภอใหญ่ที่ความเจริญทางเศรษฐกิจและมีประชากรหนาแน่น

        1.2 แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520 - 2524) ระบุไว้ว่า  การศึกษาอนุบาลนั้นรัฐจะไม่ดำเนินการแต่จะกำหนดระเบียบในการจัดการศึกษาอนุบาลให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษามากยิ่งขึ้น ซึ้งสอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับพุทธศักราช2520 ที่มีรายละเอียดระบุไว้ ดังนี้

          “16.รัฐพึงเร่งจัดและสนับสนุนการอบรมเลี้ยงดูเด็กในวัยก่อนประถมศึกษาโดยรัฐจะสนับสนุนให้ท้องถิ่นและภาคเอชนจัดให้มากที่สุด สำหรับการจัดการศึกษาระดับนี้ของรัฐจะจัดเพียงเพื่อเป็นตัวอย่างและเพื่อการค้นคว้าวิจัยเท่านั้น”

           “30.การศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาเป็นการศึกษามุ่งอบรมเลี้ยงดูเด็กก่อนการศึกษาภาคบังคับ  เพื่อเตรียมให้มีความพร้อมทุกด้านดีพอที่จะเข้ารับการศึกษาต่อไป  การจัดสถานศึกษาระดับก่อนประถมศึกษานั้นอาจจะเป็นการศึกษาในระบบโรงเรียน  หรือการศึกษานอกโรงเรียน โดยอาจจะเป็นสถานรับเลี้ยงดูเด็กหรือศูนย์เด็กปฐมวัย และในบางกรณีอาจจัดเป็นชั้นเด็กเล็กหรือโรงเรียนอนุบาลได้”





           1.3 แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ 5 ( พ.ศ. 2525 -  2529)  ก็ได้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาปฐมวัยไว้เช่นกัน  โดยได้เน้นถึงความสำคัญของเด็กก่อนวัยปฐมศึกษาเป็นเป้าหมายสำคัญ  ทั้งนี้เพราะเด็กวัยนี้กำลังประสบปัญหาในเรื่องขาดอาหาร ขาดหลักประกันทางสาธารณสุขและทางด้านการศึกษา ฉะนั้นรัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ว่า  “รัฐจะสนับสนุนให้ท้องถิ่นและเอกชนจัดให้มากที่สุด โดยรัฐจะจัดให้มากที่สุดโดยรัฐจะจัดทำเพียงเพื่อเป็นตัวอย่าง การจัดการศึกษามุ่งเสริมสร้างการโภชนาการที่ถูกต้องและเตรียมความพร้อมทุกด้านเพื่อเข้ารับการศึกษาระดับต่อไป






           1.4 แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ 6 (พ.ศ.2530 - 2534) ได้กำหนดนโยบายและเป้าหมายในการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาไว้ว่า  รัฐจะมุ่งขยายการจัดการศึกษาระดับนี้ไปสู่ส่วนภูมิภาคชนบท ส่งเสริมให้เอกชนจัดโรงเรียนอนุบาลสำหรับเด็กวัย 3 – 5 ปี ให้มากขึ้น  และรัฐจะส่งเสริมให้เอกชนจัดโรงเรียนอนุบาลให้โรงเรียนร่วมกับชุมชนดำเนินการในพื้นที่มีปัญหาทางการศึกษาทางเศรษฐกิจ และพื้นที่ชนบทสำหรับในเขตเมืองจะจัดเป็นตัวอย่างและเพื่อการวิจัย โดยมุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมของเด็ก

           1.5 แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535 - 2539)กำหนดวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมวัยไว้ว่า  เพื่อจัดและส่งเสริมให้เด็กก่อนประถมศึกษาได้รับการพัฒนาทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ให้สอดคล้องหลักจิตวิทยาพัฒนาการ และให้มีการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนระดับประถมศึกษาอย่างทั่วถึง

           1.6 แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540 - 2544 ) ระบุบการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกคนอย่างเท่าเทียมกันจะต้องเริ่มตั้งแต่การเตรียมความพร้อมของเด็กปฐมวัยไปจนตลอดชีวิต และกำหนดเป้าหมายว่าเด็กปฐมวัยทุกคนต้องได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างน้อยปีก่อนเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา  และขยายการบริการการศึกษาปฐมวัย (3 – 5 ปี )จากร้อยละ65 เป็นไม่ต่ำกว่าร้อยละ90 นอกจากนี้ในส่วนของเด็กปฐมวัยจึงได้กำหนดเป้าหมายไว้คือ  “เพิ่มปริมาณการเตรียมความพร้อมทุกด้านของเด็กปฐมวัย( 0 – 5 ปี ) อย่างมีคุณภาพ”ระบุว่าจะมีการเตรียมความพ้อมโดย

         1) สนับสนุนและส่งเสริมให้เยาวชน  คู่สมรส   พ่อแม่มีความรู้เกี่ยวกับชีวิตครอบครัวและวิธีดูแลลูกที่ถูกต้อง  เหมาะสม  โดยมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานการดำเนินงานไปในทิศทางเดี่ยวกัน

         2) สนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กก่อนวัยเรียนได้รับบริการการเตรียมความพร้อมในรูปแบบต่างๆ เช่น  ศูนย์พัฒนาเด็ก   สถานรับเลี้ยงเด็กในที่ทำงานและสถานประกอบการ  โดยดำเนินร่วมกันระหว่างภาครัฐ  เอกชน  ชุมชน  และครอบครัว

         3) สนับสนุนให้เด็กทุกคนได้รับการส่งเสริมด้านโภชนาการอย่างเพียงพอและมีคุณภาพ





           1.7 แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 - 2559) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคนอย่างรอบด้านและสมดล เพื่อเป็นฐานหลักของพัฒนา  และกำหนดนโยบายหลักเพื่อการดำเนินการว่า มีการพัฒนาทุกคนตั้งแต่แรกเกิดจนตลอดชีวิตให้โอกาสเข้าถึงการเรียนรู้โดยกำหนดเป้าหมายให้เด็กปฐมวัยอายุ 0–5 ปี ได้รับการพัฒนาและเตรียมความพร้อมทุกด้านเข้าสู่ระบบการศึกษา และกำหนดกรอบการดำเนินงานคือ

           1.ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาและเตรียมความพร้อมของเด็กปฐมวัยในรูปแบบที่หลากหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้การศึกษาแก่พ่อแม่ผู้ปกครองรวมทั้งผู้ที่เตรียมตัวเป็นพ่อแม่

           2.ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาปฐมวัยให้มีคุณภาพ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเพื่อพัฒนารากฐานพัฒนาการของทุกชีวิตอย่างเหมาะสม

           3.จัดบริการการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งที่เป็นการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้บุคคลสามารถเข้าถึงบริการทางการศึกษาที่หลากหลายเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องตามความต้องการและความสนใจ


        🍟🎶 จะเห็นได้ว่าตามแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ผ่านมารัฐได้มีนโยบายเกี่ยวกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่องและพัฒนาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆคือ ในช่วงแผนการพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับที่  3, 4  และ 5 (พ.ศ. 2515  -  2529 ) รัฐยังไม่ได้รับภาระในการจัดการศึกษาปฐมวัยและสนับสนุนให้เอกชนดำเนินการ ส่วยแผนพัฒนาการการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ 6 รัฐได้ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาปฐมวัยเพิ่มมากขึ้นคือ  นอกจากสนับสนุนให้เอกชนจัดแล้วรัฐยังสนับสนุนให้โรงเรียนของรัฐในท้องถิ่นห่างไกล  จัดการศึกษาในระดับนี้เพิ่มมากขึ้นจนกระทั้งถึงแผนที่  7, 8 และ 9 เน้นการพัฒนาเด็กเพื่อเตรียมความพร้อมในทุกด้านทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์  สังคม  สติปัญญา   อย่างสมดุลในรูปแบบที่หลากหลายทั้งในระบบ และนอกระบบ และให้ความสำคัญกับการให้การศึกษาแก่พ่อแม่ผู้ปกครองเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับลูกตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี 🎷🎸🎺






💜 💜 💜 💛 💛 💛 💜 💜 💜 💛 💛 💛 💜 💜 💜 💛 💛 💛



วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

บันทึกอนุทินครั้งที่ 16

บันทึกอนุทินครั้งที่ 16
วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน 2561
เวลาเรียน 08.30 - 11.30 น.
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด



❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤






        💜 เรื่องราวในวันนี้  🌳🌳

           🍹🍭 วันนี้เป็นวันเรียนวันสุดท้าย คาบสุดท้ายของการเรียนวิชาการศึกษาปฐมวัย ของเทอม 1 ซึ่งสัปดาห์หน้าก็จะเป็นสัปดาห์แห่งการสอบปลายภาคแล้ว ในคาบนี้อาจารย์ได้บอกแนวข้อสอบ และพูดถึงวิธีการลงทะเบียนเรียนในเทอม2 วิชาเอกที่จะต้องเรียนในเทอม2มีอะไรบ้าง จากนั้นก็ได้นัดหมายให้ส่งงานต่างๆ รวมถึงการบันทึกบล็อก สำหรับการเรียนในวิชานี้ตลอดทั้งเทอมที่ผ่านมา เนื้อหาค่อนข้างเยอะ สอบแต่ละครั้งคือต้องจำให้ได้มากที่สุด การศึกษาปฐมวัยไม่ใช่ง่ายๆเลย แต่ก็จะไม่ยากถ้าเราตั้งใจและจดจำเนื้อหาได้ ฉันได้ความรู้จากการเรียนวิชานี้มากมาย ทั้งในเรื่องการศึกษาปฐมวัยในต่างประเทศ แบบการสอนต่างๆ ทฤษฎีของนักการศึกษาปฐมวัย การศึกษาปฐมวัยในสมัยก่อน นวัตกรรมการเรียนการสอน รวมถึงการได้เข้าสังเกตการเรียนการสอนที่มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมและโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ทำให้ฉันได้ประสบการณ์เพิ่มมากยิ่งขึ้น .....😂😂😂💙💙💙








❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤

บันทึกอนุทินครั้งที่ 15 ศึกษาดูงานโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

บันทึกอนุทินครั้งที่ 15
วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน 2561
เวลาเรียน 08.30 - 11.30 น.
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด



❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤





เข้าศึกษาดูงานสังเกตการเรียนการสอนที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

            🍟  จากที่ไปดูน้องๆในวันนี้ ฉันได้เข้าดูน้องๆชั้นอนุบาล2 มีเพื่อนๆด้วยอีก7คน ชั้นอนุบาล2มีคุณครูใหม่เป็นครูประจำชั้น และมีพี่ปี5ที่ฝึกสอน2คนชื่อพี่มายและพี่แอ๋ม น้องๆมีทั้งหมด30คน สำหรับการเรียนการสอนเช้านี้น้องๆเริ่มเรียนวิชาจีนเป็นวิชาแรก มีเหล่าซือสอนในการอ่านตัวเลข เด็กๆสามารถท่องจำตัวเลขจีน1-10ได้อย่างแม่นยำ 



                 ต่อมาพี่มายก็ได้พาน้องๆทำกิจกรรมการเก็บแยกของเล่นลงกล่องให้ถูก โดยแบ่งน้องๆเป็นกลุ่มออกมาเก็บจนครบทุกคน น้องๆแยกของเล่นได้ถูกประเภท กิจกรรมต่อมาคือการทำศิลปะ พี่มายและพี่แอ๋มสอนน้องๆทำศิลปะ โดยการนำเอาใบไม้แห้งมารับายสีน้ำและแปะทาบลงบนกระดาษแผ่นใหญ่ เมื่อสาธิตการทำเสร็จแล้ว ก็ได้แบ่งน้องๆออกเป็นกลุ่มเพื่อไปทำกิจกรรมที่สนามบาส พวกฉันก็ได้ตามไปด้วย น้องๆเริ่มลงมือทำกิจกรรมอย่างตั้งใจ สีน้ำเปื้อนเสื้อผ้า เปื้อนแขนขาหมดเลย จากนั้นพอเสร็จแล้วก็ได้พาน้องๆไปล้างมือและเข้าเรียนวิชาภาษาอังกฤษ การเรียนภาษาอังกฤษของน้องๆวันนี้เรียนเรื่องหน่วยของเล่น อาจารย์ได้สอนเรื่องคำศัพท์หน่วยของเล่น และถามเด็กๆว่าชอบเล่นอันไหนบ้าง โดยการสนทนาทั้งคาบเรียนนี้จะเป็นภาษาอังกฤษหมด น้องๆก็สามารถพูดคุยกับคุณครูได้เช่นกัน จนพวกฉันทึ่งไปเลยทีเดียว ส่วนภายในห้องเรียนนั้นจะประกอบไปด้วยมุมต่างๆ มุมของเล่น มุมผลงาน มีชั้นวางกระเป๋า และมีโต๊ะเขียนหนังสือขนาดเล็กด้วย จากที่สังเกตน้องๆมีความกล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ ส่วนมากเด็กผู้หญิงจะซนกว่าเด็กผู้ชาย 





           😁😁   คุณครูประจำชั้นอนุบาล2เล่าว่าโรงเรียนสาธิตแห่งนี้ มีเด็กปฐมวัยอยู่4ระดับชั้น คือชั้นอนุบาลเตรียม อนุบาล1 อนุบาล2 และอนุบาล3 แต่ละห้องจะมีน้องๆประมาณ30กว่าคน และครูประจำชั้น2คน ค่าเทอมค่าใช้จ่ายของน้องๆแต่ละชั้นจะแตกต่างกันออกไป อนุบาลเตรียมค่าเทอมจะแพงกว่าชั้นอื่น เนื่องจากมีค่าแรกเข้า น้องๆอนุบาลจะมีการเรียนการสอนหลากหลายวิชา เช่นวิชารำไทย คอมพิวเตอร์ และเพิ่มเติมมาก็คือว่ายน้ำและเรียนภาษจีน น้องๆอนุบาลที่นี่จะไม่มีการอาบน้ำ นอกจากจะมีกรณีพิเศษจริงๆ ส่วนเรื่องการทานอาหารนั้น น้องๆอนุบาลเตรียมจะได้ทานก่อนชั้นอื่น พอทานเสร็จก็จะแปรงฟันและเข้านอนพักผ่อนในช่วงบ่าย 





             🍑  การเข้าศึกษาดูงานครั้งนี้ ฉันได้ความรู้และประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น ได้เห็นการเรียนของน้องๆ พฤติกรรมในห้องเรียนของน้องๆแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร ถึงจะมีดื้อมีซนบ้าง แต่น้องๆก็น่ารัก มีพัฒนาการด้านต่างๆดีมาก และมั่นใจว่าพวกเขาจะเติบโตอย่างมีคุณ  💜💜💜










❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤
ภาพ 

บันทึกอนุทินครั้งที่ 14 ศึกษาดูงานที่มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมซอยเสือใหญ่

บันทึกอนุทินครั้งที่ 14
วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน 2561
เวลาเรียน 08.30 - 11.30 น.
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด



❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤





ศึกษาสังเกตการเรียนการสอน ณ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมซอยเสือใหญ่

             จากที่ฉันได้เข้าศึกษาสังเกตการเรียนการสอน ณ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมซอยเสือใหญ่ พบว่ามีเด็กๆที่อยู่ในมูลนิธิจำนวน90กว่าคน โดยแบ่งออกเป็น3ห้อง ดังนี้
   🍑1 เด็กอ่อน อายุ 3เดือน - 1ขวบ
   🍑2 เด็กกลาง อายุ 1 ขวบครึ่ง - 3ขวบ
   🍑3 เด็กโต อายุ 3ขวบครึ่ง - 5 ขวบ
และมีครูประจำชั้น ครูพี่เลี้ยง ประมาณ 10 กว่าคน








             เด็กๆที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีฐานะไม่ค่อยดี และผู้ปกครองไม่มีเวลาอยู่ดูแล เลยส่งมาฝากเข้าเรียนที่นี่ โดยจะมีค่าใช้จ่ายคนละ100บาทต่อ1คน ส่วนผู้ปกครองคนไหนที่ไม่มีจริงๆ คุณครูก็อนุโรมให้จ่าย5-30บาทได้กิจกรรมการเรียนการสอนของที่นี่ไม่ได้เน้นเนื้อหาวิชาการมาก แต่เน้นทำกิจกรรม เด็กโตจะมีการเรียนเรื่องสี การนับเลข คำศัพท์ภาษาอังกฤษง่ายๆ การทำศิลปะ การร้องเพลง เด็กกลางก็จะมีการทำศิลปะ มีมุมของเล่นพัฒนาทักษะเล็กน้อย ส่วนเด็กเล็กจะไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากน้องยังเล็กมาก จะมีของเล่นให้เล่น 








           
             คุณครูจะฝึกให้เด็กๆช่วยเหลือตัวเอง เช่นการทานอาหาร อาหารที่ให้เด็กๆทานนั้น จะจัดให้ตามวัยและตามรูปร่างของเด็กๆ เด็กโตและเด็กกลางจะทานอาหารเหมือนกัน ส่วนเด็กเล็กจะทานอาหารตามวัย เป็นอาหารอ่อนๆ ค่าใช้จ่ายที่นำมาใช้ในมูลนิธิ ก็จะมาจากผู้ปกครองบ้าง หน่วยงานต่างๆที่ให้ความช่วยเหลือ บางวันจะมีผู้ใหญ่ใจดีมาเลี้ยงขนมเด็กๆ บางวันไม่มี ก็จะเงียบง๋อยบ้าง
เด็กๆที่นี่จะอาบน้ำบ่อยมาก เนื่องจากอากาศร้อน และบางคนไม่ได้อาบน้ำจากที่บ้านจึงต้องอาบให้บ่อยๆ คุณครูเล่าว่า เด็กบางคนกลับบ้านไปก็ไม่ได้ทานข้าว จึงต้องบังคับให้น้องๆทานข้าว3มื้อก่อนกลับบ้านก็ต้องทาน  🌻🌻🌻






🌳🌳🌳🌳🌳🌳🌳🌳🌳🌳🌳🌳🌳🌳🌳🌳🌳🌳  


                  


           💛💛💛  ความรู้สึกที่ได้เข้ามาศึกษาดูงานที่นี่นั้น ฉันได้ประสบการณ์มากมาย น้องๆที่นี่ก็น่ารัก บางคนซุกซนตามประสาเด็ก เด็กๆชอบฟังนิทานมาก ฉันสังเกตเห็นได้ว่าน้องๆตั้งใจฟัง คุณครูและพี่เลี้ยงใจดี เด็กๆเข้ากับคุณครูได้เปรียบเสมือนแม่คนหนึ่ง แม้จะเป็นมูลนิธิเล็กๆแต่ฉันเชื่อว่ามูลนิธิแห่งนี้จะสามารถพัฒนาเด็กๆทุกคนให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ 😜😛😚







❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤

บันทึกอนุทินครั้งที่ 13

บันทึกอนุทินครั้งที่ 13
วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน 2561
เวลาเรียน 08.30 - 11.30 น.
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด



🍑  🍑  🍑  🍑  🍑  🍑  🍑








     👉👉👉  เรื่องราวในวันนี้  💛💛💛



               วันนี้มีการนำเสนองานโดยให้นักศึกษาทำมาในรูปแบบพาวเวอพอยท์ตามหัวข้อเรื่องที่ได้ของ แต่ละกลุ่ม การนำเสนองานวันนี้มีด้วยกันอยู่7หัวข้อ เริ่มด้วยกลุ่มแรก

      😋-การสอนแบบโครงการ เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ประสบการณ์ตรงผ่านประสาทสัมผัส และการลงมือปฏิบัติ เป็นการเรียนรู้ในลักษณะที่เด็กเป็นศูนย์กลาง เรียนรู้แบบเด็กสร้างองค์ความรู้ ด้วยกระบวนการวางแผน ลงมือปฏิบัติ และเด็กสรุปความรู้ด้วยตนเอง เด็กจะได้สืบค้นข้อมูลจากแหล่งค้นคว้าที่หลากหลายตามหัวเรื่องที่ เด็กสนใจ การสืบค้นข้อมูลดังกล่าวอาจทำเพียงคนเดียว หรือ อาจทำเป็นกลุ่มเล็กๆ หรือทั้งชั้นร่วมกันทำเพื่อให้เกิดเป็นกระบวนการสืบค้นขึ้นมา การจัดสภาพการณ์ของการเรียนการสอน โดยให้เด็กได้ร่วมกันเลือกทำโครงการที่ตนสนใจโดยร่วมกันสำรวจสังเกต และกำหนดเรื่องที่ตนสนใจ วางแผนในการทำโครงการร่วมกัน ศึกษาสืบค้น หาข้อมูล ความรู้ที่จำเป็นและนำเสนอต่อสาธารณชน เก็บข้อมูล แล้วนำผลงาน และประสบการณ์ทั้งหมดมาอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นและสรุปผลการเรียนรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ทั้งหมด




😊- การสอนแบบไฮสโคปใช้ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Cognitive Theory) ของเปียเจต์ (Piaget) เป็นพื้นฐานโดยเฉพาะการสร้างองค์ความรู้ของผู้เรียนซึ่งเน้น การเรียนรู้แบบลงมือกระทำ (Active Learning) ระยะต่อมามีการผสมผสานทฤษฎี และแนวคิดอื่นๆ เช่น ทฤษฎีของอีริกสัน (Erikson) ในเรื่องการให้โอกาสเด็กเป็นผู้ริเริ่มการเล่นหรือกิจกรรมต่างๆ อย่างอิสระและทฤษฎีของ ไวก๊อตสกี้ (Vygotsky) ในเรื่อง ปฏิสัมพันธ์และการใช้ภาษา การสอนแบบไฮสโคป จึงเน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำผ่านมุมเล่นที่หลากหลาย ด้วยสื่อและ กิจกรรมที่เหมาะ สมกับพัฒนาการของเด็ก และการแก้ปัญหาอย่างกระตือรือร้น




😚- การศึกษาวอลดอร์ฟ คือการช่วยให้มนุษย์บรรลุศักยภาพสูงสุดที่ตนมีและสามารถกำหนดความมุ่งหมายและแนวทางแก่ชีวิตของตนได้อย่างอิสระตามกำลังความสามารถของตน แต่มนุษย์จะบรรลุศักยภาพสูงสุดของตนไม่ได้ถ้าเขายังไม่มีโอกาสได้สัมผัสหรือค้นพบส่วนต่างๆหลายส่วนในตนเองด้วยเหตุนี้การศึกษาวอลดอร์ฟจึงเน้นการศึกษาเรื่องมนุษย์และความเชื่อมโยงของมนุษย์กับโลกและจักรวาล การเชื่อมโยงทุกเรื่องกับมนุษย์ไม่ใช่เพื่อให้มนุษย์ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง แต่เป็นการสอนให้มนุษย์รู้จักจุดยืนที่สมดุลของตนในโลกมนุษย์ปรัชญาเน้นความสำคัญของการสร้างสมดุลใน สาม วิถีทางที่บุคคลสัมพันธ์กับโลกคือผ่านกิจกรรมทางกาย ผ่านทางอารมณ์ความรู้สึกและผ่านการคิด ดังนั้น การศึกษาวอลดอร์ฟจึงมุ่งพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่มีบุคลิกภาพที่สมดุลกลมกลืนและให้เด็กได้ใช้พลังทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านสติปัญญา ด้านศิลปะและด้านการปฏิบัติอย่างพอเหมาะนั่นเอง

นอกจากนี้ เพื่อนๆก็ได้นำเสนอ หัวข้อต่างๆ ได้แก่
😍-การสอนแบบมอนเตสซอรี่
😊-การสอนแบบนีโฮฮิวแมนนิส
😛-การสอนแบบเรกจิโอ เอมิเลีย




🍀🍀ส่วนกลุ่มของฉันได้นำเสนอเรื่อง การสอนแบบธรรมชาติ
         😅 -การสอนภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language Approach) คือ การที่เด็กได้เรียนรู้การใช้ภาษาทั้งด้านการฟัง พูด อ่าน เขียนไปตามธรรมชาติ อย่างมีความหมาย สอดคล้องเหมาะสมกับวัย โดยไม่แยกว่าต้องอ่านก่อน หรือเขียนก่อน แต่จะเน้นให้เด็กได้ลงมือทำด้วยตนเอง เช่น อ่านนิทาน เล่าเรื่องราว ฟังนิทานที่ครูหรือเพื่อนเล่า เขียนคำที่ตนสนใจจากเรื่องที่ได้อ่านหรือได้ฟัง เป็นต้น
เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ เด็กมีโอกาสเลือกกิจกรรมปฏิบัติอย่างอิสระ ครูเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ และร่วมมือจัดการเรียนการสอนร่วมกันระหว่างเด็กกับครู ตั้งแต่วางแผนการเรียนว่า จะทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ใช้อุปกรณ์อะไรและใครร่วมรับผิดชอบบ้าง.......🌲🌲🌾🌾







🍑 🍑 🍑 🍑 🍑 🍑 🍑 🍑 🍑 🍑 🍑 🍑 🍑 🍑 🍑 🍑 🍑 🍑




บันทึกอนุทินครั้งที่ 12

บันทึกอนุทินครั้งที่ 12
วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม 2561
เวลาเรียน 08.30 - 11.30 น.
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด



🌲 🌲 🌲 🌲 🌲 🌲 🌲 🌲 🌲 🌲 🌲 🌲






   👉👉👉 เรื่องราวในวันนี้... 😜😜😜

             วันนี้พวกเรามีนัดนำเสนองานเดี่ยว ในเรื่องสถานที่ที่มีการจัดการศึกษาเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นงานที่อาจารย์ให้จับฉลากหัวข้อ แล้วให้ไปหาข้อมูลมาอธิบายให้เพื่อนๆฟัง แต่ละคนก็จะได้หัวข้อที่แตกต่างกันไป เช่น
          🍑- ศูนย์พัฒนาเด็ก ดังนั้นศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในชุมชนจึงเป็นสถานที่รับเลี้ยงและดูแลเด็กในชุมชนด้วยความคิดริเริ่มและความพร้อมของประชาชนในชุมชนนั้นๆ ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมการชุมชนโดยมีอาสาสมัครผู้ดูแลเด็กเป็นกลไกสำคัญที่จะนำบริการทางสังคมไปสู่การพัฒนาเด็กตามหลักวิธีการทางจิตวิทยา เพื่อเด็กก่อนวัยเรียนในชุมชนจักได้รับ 




         🍐- สถานรับเลี้ยงเด็กรพีพรเนอสเซอรี่ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ 2547ซึ่งดำเนินการโดยคุณครูรพีพรและทีมงานมืออาชีพประสบการณ์ตรงไม่ต่ำกว่า20 ปีจุดมุ่งหมายพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยเรียนให้มีคุณภาพทุกด้าน สร้างความรัก ความอบอุ่น ความไว้ใจให้กับผู้ปกครอง เน้นคุณภาพโภชนาการและความสะอาด อบรมสั่งสอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรมไทย การช่วยเหลือตนเองให้มีชีวิตอยู่ได้ในสังคม นำนวัตกรรมใหม่ๆมาให้เด็กได้เรื่องรู้ ตั้งแต่ยังเล็กทำอย่างเสมอสม่ำเพื่อให้เด็กไทยในอนาคตมีคุณภาพ

         🍏- มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม มูลนิธิฯ  มุ่งเน้นการทำงานด้านการพัฒนาเด็กตามหลักของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ให้ได้รับการพัฒนาที่เหมาะสมตามวัย ได้รับการปกป้องคุ้มครองและการมีชีวิตในวัยเด็กที่มีความสุข การทำงานของมูลนิธิฯ ผ่านบ้านเด็กอ่อนทั้ง 4 หลัง ได้แก่ บ้านสมวัย (ชุมชนคลองเตย) บ้านศรีนครินทร์ (ชุมชนกองขยะหนองแขม) บ้านแห่งความหวัง (ชุมชนกองขยะอ่อนนุช) บ้านเสือใหญ่ (ชุมชนเสือใหญ่ประชาอุทิศ) ทั้ง 4 บ้าน ดูแลเด็กวันละประมาณ 200 คน



             🍉🍉🍉  ฉันจับฉลากได้หัวข้อเรื่อง โรงเรียนอนุบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร มีการจัดการเรียนการสอนหลากหลายหลักสูตร ทั้งแบบบูรณาการ ที่จะเน้นสอนผ่านทางกิจกรรมต่างๆ ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ตัวอย่างโรงเรียน เช่น โรงเรียนอนุบาลปาลินา และโรงเรียนอนุบาลสยามสามไตร
แบบแนววิชาการ เน้นการสอนแบบอ่านออกเขียนได้ คิดเลข คัดลายมือ ตัวอย่างโรงเรียน เช่น โรงเรียนอนุบาลวัฒนาสาธิต และโรงเรียนอนุบาลจุฑาภรณ์ 🌽🌽🌽


 เมื่อทุกคนนำเสนองานเสร็จแล้ว อาจารย์ก็ได้อธิบายเนื้อหาเพิ่มเติมเพื่อให้พวกเราได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น









🌷 🌷 🌷 🌳 🌳 🌳 🌷 🌷 🌷 🌳 🌳 🌳 🌷 🌷 🌷 🌷




บันทึกอนุทินครั้งที่ 11

บันทึกอนุทินครั้งที่ 11
วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2561
เวลาเรียน 08.30 - 11.30 น.
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด



❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤






🌲 เรื่องราวในวันนี้ 😋😋😋


            วันนี้ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากอาจารย์นัดสอบกลางภาค เพราะไม่มีสอบในตาราง
ข้อสอบมีข้อกาทั้งหมด50ข้อ เลือกทำข้อที่มั่นใจที่สุด 45 ข้อ แลมีข้อเขียน 2 ข้อ รวมคะแนนสอบทั้งหมด 20 คะแนน 🍑🍑🍑 





             เมื่อนักศึกษามาพร้อมกันหมดแล้ว อาจารย์ก็ให้เลือกที่นั่งตามใจชอบ โดยต้องนั่งห่างกันประมาณ1ช่วงแขน ข้อสอบค่อนข้างยาก เพราะเนื้อหาในบทเรียนค่อนข้างเยอะ บวกกับที่ฉันไม่ค่อยได้อ่านหนังสือด้วย เปิดดูลางๆ5555 บางข้อก็เดามั่ว อาจารย์ มีเวลาให้ทำขอสอบ 1 ชั่วโมง เมื่อทำเสร็จแล้วก็ให้ลุกออกจากห้องสอบเตรียมตัวเรียนวิชาต่อไปได้ 🌷🌵








💙 💙 💙 💛 💛 💛 💙 💙 💙 💛 💛 💙 💙 💙 💛 💛 💛 💛





บันทึกอนุทินครั้งที่ 9

บันทึกอนุทินครั้งที่ 9
วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม 2561
เวลาเรียน 08.30 - 11.30 น.
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด




❤  ❤  ❤  ❤  ❤   ❤  ❤  ❤  





  วันนี้ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากเป็นสัปดาห์สอบกลางภาค...







❤  ❤  ❤  ❤  ❤   ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤  ❤   ❤  ❤  ❤



บันทึกอนุทินครั้งที่ 7

บันทึกอนุทินครั้งที่ 7
วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน 2561
เวลาเรียน 08.30 - 11.30 น.
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด



❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤






       👉  เรื่องราวในวันนี้ 😜😜😜


            👷   วันนี้อาจารย์ได้สอนในเรื่องหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพศ.2560 โดยให้นักศึกษาดูตามพาวเวอร์พอยท์ที่อาจารย์ได้จัดทำมาสำหรับการเรียนการสอนในครั้งนี้นั่นเอง...




               สำหรับภาพรวมการพัฒนาและโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ.2560 นั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีการพัฒนายกร่างหลักสูตรฯ แล้วนำไปรับฟังความคิดเห็นกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นำข้อเสนอแนะมาปรับปรุง มีการนำทดลองใช้ในโรงเรียน วิจัย ปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาจนเป็น "หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ฉบับสมบูรณ์" สำหรับเด็กอายุแรกเกิดถึง 6 ปีบริบูรณ์

         นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการ กพฐ. เผยถึงโครงสร้างหลักสูตรแบ่งออกเป็น 2 ช่วงอายุ คือ หลักสูตรสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี จัดขึ้นสำหรับพ่อแม่ผู้เลี้ยงดู หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กประกอบด้วย 2ช่วงอายุ คือ ช่วงอายุแรกเกิด - 2 ปี เป็นแนวปฎิบัติการอบรมเลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวัน และช่วงอายุ 2 - 3 ปี เป็นแนวปฏิบัติการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ ให้เด็กมีร่างกายเจริญเติบโตตามวัยแข็งแรงและมีสุขภาพดี สุขภาพจิตดี มีความสุข มีทักษะการใช้ภาษาสื่อสาร สนใจเรียนรู้สิ่งต่างๆ และ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการจัดการศึกษาในลักษณะของการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษา เด็กจะได้รับการพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ตามวัยและความสามารถของเด็กแต่ละคน 🌳🌳🌳 







          "หลักสูตรนี้จะเป็นหลักสูตรแกนกลาง ที่มีความยืดหยุ่น สถานศึกษา หรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ทุกสังกัดสามารถนำไปปรับปรุงให้เหมาะกับเด็กและสภาพท้องถิ่นได้ โดยมีจุดเน้นสำคัญคือ การเรียนรู้แบบactive learning ของเด็กโดยการลงมือกระทำ มีการบูรณาการผ่านการเล่น มีเป้าหมายคือ เป็นคนดี มีวินัย มีปัญญา มีความสุข"  🎶🎶🎶

       🎈  เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า หลังจากนี้ สพฐ.จะต้องเตรียมความพร้อมแก่บุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีจัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจ โดยเฉพาะสถานศึกษาที่ต้องนำไปจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาระดับปฐมวัย และครูผู้สอนที่จะเป็นผู้ใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย รวมถึงการจัดพิมพ์เอกสารหลักสูตรแก่สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยทั้งหมดนี้จะเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของ สพฐ. ด้วย 🎃🎃🎃







❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤





วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

บันทึกอนุทินครั้งที่ 6

บันทึกอนุทินครั้งที่ 6
วันที่ 13 กันยายน 2561
เวลาเรียน 08.30 - 11.30 น.
อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด


❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤




   👉 เรื่องราว/เนื้อหาที่เรียนในวันนี้ 🚎 🚎 🚎


              คาบนี้อาจารย์ได้นำพาวเวอร์พอยท์เรื่องการศึกษาไทยในสมัยประวัติศาสตร์มาเปิดและบรรยายให้นักศึกษาฟัง มีทั้งหมด 77 สไลด์ เยอะมากกกกกก นั่งฟังไปจดบันทึกไป แอบง่วงบ้าง 5555



➽ การศึกษาไทยในสมัยประวัติศาสตร์นั้นมีด้วยกัน 3 ช่วง 😋😋😋 


⇨ช่วงที่ 1 การศึกษาในสมัยสุโขทัย...💓
               รูปแบบการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่าอาณาจักรและฝ่ายศาสนา สถานศึกษาในสมัยนี้คือ บ้าน สำนักสงฆ์ วิชาที่สอนคือ วิชาควารู้สามัญ วิชาชีพ วิชาจริยศึกษา วิชาศิลปะป้องกันตัว

⇨ช่วงที่ 2 การศึกษาในสมัยอยุธยา...💓
               ่รูปแบบการศึกษาจะเป็นการศึกษาเน้นการอ่าน เขียน ตัวเลข มีการสอนวิชาชีพ เรียนวาดรูป แกะสลัก ตำราอาหาร แพทย์ศาสตร์ มีการสอนภาษาเพิ่มเติม บาลีสันสกฤษ ฝรั่ง เขมร จีน พม่า ในสมัยนี้ พระโหราธิบดีได้แต่งแบบเรียนภาษาไทย จินดามณี ถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช



⇨ช่วงที่ 3 การศึกษาในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์...💓
              - สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เน้นการทำนุบำรุงตำราทางศาสนา ศิลปะและวรรณคดี
              - สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ฟื้นฟูการศึกษาด้านอักษรศาสตร์ วรรณคดี มีการแต่งรามเกียรติได้เค้าโครงเรื่องมาจากอินเดีย
              - สมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ส่งเสริมการศึกษาทั้งวิชาสามัญ โหราศาสตร์ จริยศาสตร์ 
              - สมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่งเสริมการศึกษาด้านศาสนา มีการสร้างหนังสือ และจัดตั้งโรงพิมพ์ มีการแพทย์เข้ามา การผ่าตัด
              - สมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาวยุโรปและอเมริกันเข้ามาสอนภาษาอังกฤษ มีการสอนเรื่องธรรมชาติวิทยาหรือวิทยาศาสตร์



              และนี่ก็เป็นความรู้ที่ฉันจดบันทึกได้ ที่จริงมันมีเยอะกว่านี้ แต่ฉันเคลิ้มจะหลับ เลยฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง หรือเรียกว่าไม่ได้ฟังเท่าไหร่นั่นแหละ5555 💤💤💤







❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤ ❤